คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



รีวิว-วิจารณ์ Pacific Rim (2013)
Director: Guillermo Del Toro
Writers: Travis Beacham (screenplay), Guillermo Del Toro (screenplay)
Stars: Charlie Hunnam, Idris Elba, Charlie Day


บทความเนื้อหาโดย:
"Kris Dangsurisri"



plot & characters [7/10]
ตัวละครใน pacific rim สะท้อนความคิดของ Guillermo Del Toro หลายอย่าง เช่น การตอกย้ำว่านี่คือหนังคาราวะที่ต้องการเดินตามสูตร และไม่ได้ต้องการที่จะนำเสนออะไรแหวกแนว เห็นได้จากการที่ตัวละครทุกตัวล้วนติดภาพ stereotype ของคนในพื้นที่ต่างๆอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกันบ้าระห่ำ (คู่พี่-น้อง Becket), ชาวสหราชอาณาจักรผู้เด็ดขาด (Marshal Pentecost, คู่พ่อ-ลูก Hansen), สองนักวิทยาศาตร์สติเฟื่อง, คนขับ Jaeger ชาวรัสเซียที่ดูเอาเรื่อง และชาวเอเชียที่ดูเก็บงำความรู้สึกและเป็นผู้ตามตลอดเวลา (Mako mori และแฝดสามผู้ขับ crimson typhoon) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมุมมองมาตรฐานที่คนทั่วโลกรับรู้ร่วมกัน การที่ Guillermo Del Toro ตัดสินใจนำเสนอออกมาในลักษณะนี้คือการเดินตามสูตรหนังในยุคปลายศตวรรษที่ 20 ในประเภทเดียวกัน ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคาราวะ แต่เหตุผลหลักๆน่าจะเป็นที่ว่า การเพิ่มมิติหรือความสลับซับซ้อนเข้าไปในตัวละครมากเกินไป จะไม่เหมาะกับหนังสไตล์นี้ และอาจทำให้หนังหลุดออกจากแนวทางที่มันควรจะเป็นและสูญเสียจุดขายไป (หุ่นยนต์ยักษ์ตีกับสัตว์ประหลาดยักษ์)

ด้านเนื้อเรื่องก็เช่นกัน มีการผูกปมเล็กน้อยระหว่างตัวละครเพื่อให้มีการแก้ปมกันพอเป็นกระสัย แต่ไม่ได้สลับซับซ้อนจนทำให้รู้สึกว่า"เยอะ"เกินพอดี ซึ่งปมทั้งหลายทั้งปวงก็วนอยู่ที่พระเอกของเรื่องที่ถูกพูดถึงตลอดเวลา แต่คนดูอาจไม่ได้ใส่ใจมากนัก เนื่องจากมันไหลไปตามเหตุการณ์ได้อย่างไม่เป็นที่สังเกตุ นั่นคือ "การล่อง" (หรือ drift space ในระหว่างการ sync นักบิน) ต้องนับถือ Travis Beacham ที่ใส่ฟังชั่นนี้เข้ามา ทำให้การขับหุ่นเป็นมากกว่าการไปนั่งใน cockpit แต่กลับกลายเป็นการเปิดแผลเป็นในจิตใจตัวละคร หากผู้ชมเป็นคนที่พอมีอายุ ผ่านโลกมาสักระยะหนึ่งแล้วจะรู้ว่า สิ่งที่หลอนคนเราและทำให้เจ็บปวดมากที่สุดไม่ใช่ปัจจุบันที่น่ากลัว แต่คืออดีตที่ขมขื่นนั่นเอง ดังนั้นการเล่นกับ drift memory เป็นอะไรที่ต้องขอยกนิ้วให้ว่าสุดยอดจริงๆ เพราะแค่แนวคิด drift space ก็สามารถนำไปต่อยอดทำหนังแนวอื่น หรือทำภาคแยกได้สบายๆ (เช่น the cell ที่มีแนวคิดเข้าไปในจิตใจของผู้อื่นเหมือนกัน)

* Guillermo Del Toro และ Travis Beacham / ภาพเบื้องหลังการทำงาน

pacific rim มีเนื้อเรื่องและตัวละคร รวมถึงการแสดงอยู่ในลักษณะ play safe อิงตามสูตรทุกประการ คือ มีปม>ทะเลาะ>ร่วมมือ>เสียสละ>จบอย่างมีความสุข ซึ่ง plot หนังสูตรแบบนี้หากอยู่ในมือของผู้กำกับที่ฝีมือไม่ถึงอาจออกมาไม่เข้าท่าได้ เช่น ระดม action จนพล็อตกลวงโบ๋ หรือแถให้มีเหตุมีผลแบบสีข้างเปิด (transformers 3) ระดมซึ้งไม่เข้าท่าผิดที่ผิดเวลา (แบบที่ญี่ปุ่นเป็นกันเยอะ เช่น space battleship yamato) ตรงนี้นอกจากจะต้องยกความดีความชอบให้ Guillermo Del Toro แล้ว beacham ผู้เขียนเรื่องและเป็นคนต้นคิด pacific rim ก็ควรได้รับเครดิตเช่นกัน ที่ทำให้ pacific rim เป็น blockbuster movie ที่ดูมีเลือดมีเนื้อ ไม่ใช่การระดม visual fx ใส่ผู้ชมจนอ้วกไปข้างอย่างที่เรื่องอื่นๆทำกัน

pacific rim เป็นหนังที่ดูสนุกมาก แต่ไม่ได้ชวนให้จดจำ feeling ตัวหนังมีครบทุกรส แต่กลับดึงอารมณ์ไม่สุดในสักด้าน (ยกเว้นฉาก mako mori ในวัยเด็ก ที่น่าจะเรียกน้ำตาคนดูได้ อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะที่ดูแล้วนึกถึงลูกสาวตัวเอง) แต่ยังไงก็ยังอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

- ฉาก "Mako Mori" ในวัยเด็ก / แสดงโดย น้อง "มานะจัง" (Ashida Mana) ตีบทแตก ได้ใจผู้ชมไปเต็ม ๆ  -

ส่วนตัวผมมีโอกาสได้อ่าน Tales from Year Zero (ดูรายละเอียดการ์ตูน คลิกที่นี่) พบว่าเนื้อเรื่องมีรายละเอียดและมีความลึกซึ้งในด้านสภาพจิตใจของตัวละครสูงกว่าในหนัง มุมมอง ความรู้สึกนึกคิดต่างๆถูกแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เชื่อว่าเป็นเพราะการ์ตูนไม่มีการจำกัดจำนวนหน้า อยากใส่อะไรก็ใส่ได้เต็มที่ แต่หนังจำเป็นต้องจำกัดให้อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด (ขนาดจำกัดแล้วยังซัดไป 2 ชั่วโมงเต็ม) จึงทำให้เสียรายละเอียดไปในบางด้าน กำลังคิดอยู่ว่าจะลองซื้อหนังสือนิยาย Pacific Rim (ที่เป็นเนื้อเรื่องเดียวกับในหนังหรือเรียกว่า official novel) มาอ่านดู อาจได้มุมมองแปลกๆใหม่ที่ตัวหนังตัดออกไป ไว้ยังไงจะมาเล่าให้ฟังกันอีกที (วางตลาด 16 ก.ค.)

---------------------------------------

visual & design [9/10]
มาถึงจุดขายของตัวหนัง ซึ่งก็คือด้านภาพที่แสดงออกมาได้อย่างไร้ที่ติ การคุมโทนสีและภาพออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่มีหลุดเลยแม้แต่ shot เดียว ทุกซีนดูไม่ต่างกับภาพ concept art ที่เคลื่อนไหวได้ แม้บางฉากอาจดูสีลูกกวาดไปหน่อย เช่น ฉากเมืองฮ่องกงในเวลากลางคืน แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นการ hint กันเล็กๆตามสไตล์การสื่อความหมายโดยนัยของ Guillermo Del Toro ว่า เหตุการณ์ที่กำลังดูอยู่นี้คือฝันที่เป็นจริงของเด็ก (ในร่างผู้ใหญ่)ทั้งหลาย และหนังเรื่องนี้คือการดึงเอาความฝันวัยเด็กของทุกคนออกมา สิ่งที่เป็นการบอกกลายๆคือของที่มันดูอยู่ผิดที่ผิดเวลาตัวอย่างเช่น เครื่อง kaiju brain sync ที่มีแตรเป่าลมยุคโบราณเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนหลัก ซึ่งหากเป็นผู้กำกับคนอื่นรับรองว่าจะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้แน่นอน เพราะมันไม่ make sense และอาจโดนคอ pure sci-fi ด่าเอาได้ แต่เพราะเป็น Guillermo Del Toro ผมเชื่อว่ามันคือการสื่อความหมายอย่างนึงแน่นอน นอกจากนี้ฉากฮ่องกง สังเกตุดูสีในฉากนี้ให้ดีๆ มันลูกกวาด ฟุ้งชวนฝันซะยิ่งกว่าการ์ตูนบางเรื่องเสียอีก สิ่งเหล่านี้ย้ำคำกล่าวของ Travis Beacham ที่ว่า pacific rim เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจักรวาลของมันเอง เป็นจักรวาลที่เหมาะสมกับ kaiju และ jaeger ไม่ใช่โลกที่เราเห็นกันทุกวันนี้



ด้านการออกแบบ jaeger แต่ละตัวก็มีแนวคิดที่ผสมปนเปกันอย่างหลากหลาย ทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะและสะท้อนความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งน่าเสียดายที่ pacific rim มีหุ่นสวยๆมากมาย แต่นอกจากตัวหลักไม่กี่ตัวแล้ว ตัวอื่นๆดูมีบทบาทน้อยไปหน่อย แต่หากใครได้ดูหนังการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่เล็กอาจมีความรู้สึก flashback กลับไปถึงพวกขบวนการ 5 สีทำนองว่า ทุกสีก็มีหุ่น แต่ดันเลือกที่จะโฟกัสอยู่ที่สีแดงตัวเดียว pacific rim ก็เช่นกัน ที่เลือกโฟกัสที่ gipsy danger เท่านั้น

เมื่อเจาะลึกลงไปที่การออกแบบ jaeger ผมอนุมานเอาว่าคนดูทางฝั่งเอเชียรวมทั้งผมเองคุ้นเคยกับการออกแบบเครื่องจักรทางฝั่งญี่ปุ่น ที่มีรายละเอียด แต่งองทรงเครื่องกันเยอะแยะอยู่แล้ว ดังนั้น gipsy danger ที่เป็นหุ่นแบบอเมริกันจึงทำให้ผมรู้สึกเฉยๆไปในทันที จากการที่ขาดรายละเอียดของตกแต่งเน้นแค่มีอวัยวะครบ เนื่องจากพยายามยึดการออกแบบดั้งเดิมในสไตล์อเมริกันเอาไว้ (การออกแบบที่ไม่เน้นรายละเอียด ตรงๆทื่อๆดิบๆ แบบที่เห็นกันมาตั้งแต่ยุคต้นๆศตวรรษที่ 20 หุ่นที่อธิบาย concept นี้ได้ดีคือหุ่นจากเรื่อง iron giant) ส่วน striker eureka ของออสเตรเลียก็มีความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด (angel wings ที่หลังนั่นไง ผมดูแล้วนึกถึง patlabor ขึ้นมาทันที) กลายเป็นอะไรที่ชินตาไปอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับ cherno alpha หุ่นรูปทรงประหลาด ปนพิลึกตัวนี้กลับดูมีเสน่ห์ขึ้นมา ชนิดที่กลายเป็นขวัญใจของใครหลายๆคนไปในทันทีที่พบ หากเจาะลึกลงไปในการออกแบบ cherno alpha จะพบว่าทีมงานออกแบบมีการทำการบ้านมาดี และหุ่นตัวนี้ซ่อนประวัติศาสตร์อะไรหลายๆอย่างเอาไว้มากมาย

cherno alpha สะท้อนจิตวิญญาณของแดนรัสเซียได้อย่างเต็มเปี่ยม ดินแแดนที่มีเทคโนโลยีสูง ศิลปะชั้นเลิศ แต่ความสามารถในการประยุกต์ต่ำ และคอรัปชั่นสูงลิ่ว cherno alpha สะท้อนการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องบินรบ และรถถังในสมัยสงครามเย็น ในช่วงที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง ลักษณะวัสดุ และรายละเอียดพื้นผิวต่างๆที่ชวนให้นึกถึงเครื่องบิน mig รุ่น 15-19 การใช้สีโทนที่ผมเรียกเอาเองว่าสีคอมมิวนิสต์โทนอ่อน เช่น ฟ้าที่อ่อนจืดๆแบบชุดนางพยาบาลยุคก่อน หรือเขียวจางๆจนแทบจะเทา (สีชุดนักบิน) และสีโลหะเปลือยเป็นต้น ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากสียานพาหนะหลักของกองทัพรัสเซีย สีเหล่านี้ยังสามารถพบได้ตามประเทศคอมมิวนิสต์เก่าแถบยุโรปตะวันออกได้ทั่วไป

ตัวหุ่นก็สะท้อนการทำงานในแบบรัสเซียได้ดีคือ แผนการก่อสร้างมีไว้คร่าว นึกอะไรออกได้ก็ใส่ไป ไม่มีการคำนึง balance หรือผลกระทบที่ตามมาอะไรทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ความสวยงามและการ maintainance เป็นเรื่องไร้สาระ แนวคิดที่ว่ามาทั้งหมดทำให้ cherno alpha มีลักษณะขาดๆเกินๆ มีพละกำลังสูงมาก แต่เสียสมดุลด้านความเร็ว ดูได้จากการที่มี fuel refinery ขนาดใหญ่ติดไว้ที่ส่วนหัวของหุ่น หากให้จินตนาการว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการออกแบบ ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวคือนายพลคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วเกิดนึกผยอง อยากให้ cherno alpha เหนือกว่าหุ่นประเทศคู่แข่งอื่นๆ จึงสั่งให้ติดเตาปฏิกรณ์เสริมเข้าไปเพื่อเพิ่มพลัง โดยไม่ฟังคำคัดค้านของทีมเทคนิคคนอื่น ผลที่ได้คือหุ่นยนต์หน้าตาอัปลักษณ์ที่มีจุดเด่นเอาไว้คุยโม้ถึงความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย แต่ใช้งานได้ดีจริงรึเปล่านี่อีกเรื่องนึง ความทะเยอทะยานไร้สติเหล่านี้เองคือลักษณะเฉพาะของรัสเซียที่ cherno alpha แสดงออกมาทุกอนู (เหตุการณ์ทำนองนี้หากศึกษาประวัติศาสตร์ จะทราบว่าเกิดขึ้นตลอด เช่น การสร้างเครื่องบิน antonov-225 mriya ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อข่มอเมริกา สุดท้ายไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร จอดตายอยู่นานนับทศวรรษ จนมีบริษัท cargo มาซื้อไปบูรณะ นอกจากนี้ชื่อของหุ่นเองยังบ่งบอกถึงอดีตเมืองที่ทะเยอทะยานจะเป็นมหานครแห่งอนาคต แต่ปัจจุบันกลับร้างเป็นเมืองผีสิง)

การออกแบบภายใน cockpit cherno alpha ชุดนักบิน อุปกรณ์ในห้อง neural bridge ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องบินโซเวียตในสมัยสงครามเย็นเอามากๆ เช่น ตระกูล mig หรือ tupolev ที่มีสายไฟระโยงระยาง มาตรวัดต่างๆ ท่อนำความร้อนที่ไม่มีฉนวน การเก็บงานที่ไม่เรียบร้อย และสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับคนขับ แต่แม้จะดูล้าสมัย และเหมือนจะมีแต่ข้อติ แต่เพราะความแตกต่างเหล่านี้เองที่ทำให้ cherno alpha กลับชวนมองและชวนให้ศึกษา เหมือนเวลาพบหญิงสาวที่เราบอกกับเพื่อนๆทุกวันว่ายัยคนนี้หน้าตาแปลก และคงไม่มีวันชอบ แต่กว่าจะรู้ตัวก็เผลอแอบปิ๊งไปซะหมดใจแล้ว

-----------------------------------------

sci-fi element [5/10]
เนื่องจาก pacific rim เป็นหนังประเภท mecha vs monster ทำให้ความเป็นไซไฟเป็นแค่ element ประกอบ ที่ทำให้หนังดูเป็นเหตุเป็นผล มีที่มาที่ไป แต่ไม่ได้โดดเด่นจนถึงระดับที่นำมาคิดต่อเป็นข้อถกเถียงกันได้ จักรวาลของ pacific rim ยังคงมีช่องโหว่ในด้านเทคโนโลยีอยู่มากมาย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเข้าใจได้ เนื่องจากการคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง หรือปรัชญาวิพากย์สังคมไม่ใช่จุดขายหลักของหนังประเภทนี้ ในส่วนตัวคิดว่า sci-fi ถือเป็น setting หรือ environment ประกอบอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องโดนผูกเข้ากับแนวเรื่องประเภทอื่นอีก เช่น fantasy, adventure, drama, politic, action ซึ่งใน pacific rim ทางด้านผู้กำกับ Guillermo Del Toro ได้กล่าวไว้แต่แรกแล้วว่า นอกจาก theme หนังที่เขาต้องการให้ออกมาเป็น mecha vs monster แล้ว (ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็น sub genre และไม่ใช่แนวทางกระแสหลัก) tone เรื่องที่เขาต้องการจริงๆแล้วคือ scifi adventure ซึ่งหากได้ดูตัวหนังชัดๆแล้ว ก็มีโทนความเป็น adventure อยู่พอตัวเลยทีเดียว โดยสรุปคือ ความเป็นไซไฟของ pacific rim อยู่ในระดับที่พอจะสนับสนุนเนื้อเรื่อง คอไซไฟแท้ๆอาจรู้สึกไม่อิ่มหนำในประเด็นนี้

-----------------------------------------

final verdict [8.5/10]
pacific rim เปรียบเหมือนกับการได้รับเกียรติเป็น co-pilot บนหุ่น jaeger ที่คนขับหลัก (ผู้กำกับ) พาเรา drift ผ่านความทรงจำดีๆในวัยเยาว์ แล้วอัดด้วยสเตียรอยด์ dose สูง ผลที่ได้ออกมาคือความฟินระดับสุดๆ แม้ว่าจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้หนังดูมีช่องโหว่ไปบ้างตามธรรมชาติหนังสูตรแนวนี้ แต่เชื่อว่าแฟนบอยและชาว geek ทั้งหลายคงพร้อมใจที่จะมองข้าม และเต็มอิ่มไปกับ visual สุดอลังการ ที่เพียงแค่ได้เห็นหุ่นยักษ์สู้กับสัตว์ประหลาดตัวโต ก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มกับค่าตั๋วที่จ่ายไป


* ปล. Pacific Rim ข้อมูลเกร็ดปลีกย่อยอื่นๆ +ร่วมแจมแชร์, พูดคุยกัน เชิญแวะที่แฟนเพจ สนทนา ไซ-ไฟ



- แถม: ภาพแฟนอาร์ตร่วมสร้างสีสัน รีทัชภาพ "ไคจูบุกไทย!" :) - รูปซ้ายโดย ซิลิกอน สตูดิโอ/ รูปขวาโดย Pop Prakammanu