คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



The Day the Earth Stood Still 1951/2008 : วันที่โลกชะงักงัน!

เนื้อหา(+มีสปอยล์ )

" ประวัติศาสตร์สอนบทเรียนเรา เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากันระหว่างอารยธรรม บ่อยครั้งที่อารยธรรมที่ด้อยกว่า มักจะถูกทำลายล้างหรือทำให้กลายเป็นทาส พิซาร์โรกับชาวอินคา โคลัมบัสกับชนพื้นเมืองอเมริกัน และตัวอย่างในประวัติศาสตร์อีกมากมาย ...แต่มันโชคร้ายที่กรณีนี้ เราคือผู้มีอารยธรรมด้อยกว่า "
--- The Day the Earth Stood Still (2008)

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีต ในยุค 60 ผู้คนทั่วโลกต่างถวิลหาสันติภาพ ด้วยภัยน่าหวาดหวั่นมากที่สุดก็คือจะเกิด สงครามโลก อีกครั้งหรือไม่ (สงครามโลกครั้งที่ 3) สองมหาอำนาจโลกในยุคนั้น อเมริกากับสหภาพโซเวียต ต่างก็แข่งขันกันทั้งการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และยังมีการเปิดศึกสงครามตัวแทนกันเป็นว่าเล่น ผู้คนเรียกช่วงเวลานั้นว่า "ยุคสงครามเย็น" ส่วนในวงการหนังฮอลลีวู้ดของอเมริกายุคนั้น(จนถึงปัจจุบันยุคนี้) ผู้สร้างภาพยนตร์ก็มักจะยัดบทผู้ร้ายให้กับคู่อริ (โซเวียต/คอมมิวนิสต์/อาหรับ) ซึ่งแน่นอนว่าพระเอกของเรื่องก็ย่อมต้องเป็นอเมริกา/ประชาธิปไตยเสมอ แต่ก็มีคนอเมริกาเองบางกลุ่มได้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นและแสวงหาคำตอบแห่งสันติภาพ ว่าที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหนกันแน่ ซึ่งมันอาจไม่ใช่วิถีแห่งความเป็นอเมริกันอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกัน ...



... และปัจจุบันนอกจากสงครามความขัดแย้งของมนุษย์กันเอง ที่ยังคงดำเนินต่อไปแล้ว ด้วยลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยมสุดขีด อันมีอารยธรรมอเมริกันเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นๆส่วนใหญ่ในโลกกำลังเจริญรอยตามๆกัน มนุษย์ได้ผลาญทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งยังมีอัตราเร่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้ขีดจำกัด ก่อให้เกิดการทำลายความสมุดลย์ของธรรมชาติ-สิ่งแวดล้อมมากมาย และระยะหลังภัยบัติธรรมชาติก็ดูเหมือนทวีความถี่และความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ออกอาการน่าเป็นห่วง จนมนุษย์ยังมองมนุษย์ด้วยกันเองประหนึ่ง มนุษย์เป็นหมือนไวรัส หรือ มะเร็งร้ายของโลกนี้ ที่คอยกัดกินไปเรื่อยๆ จนกว่าโลกจะพินาศไปข้างไม่มีอะไรให้กัดกินในที่สุด!

" โลกตายพวกคุณตาย...พวกคุณตายโลกรอด " --- คลาทู



The Day the Earth Stood Still (1951)
Director: Robert Wise
Writers: Edmund H. North (screen play), Harry Bates (based on a story by)
Stars: Michael Rennie, Patricia Neal, Hugh Marlowe


หนังเวอร์ชั่นต้นฉบับ ออกฉายครั้งแรกสุดในปี 1951... เล่าถึงการมาของ จานบินลึกลับ และ "คลาทู"(Klaatu) ชาวต่างดาวในร่างกายเหมือนมนุษย์ พร้อมด้วยหุ่นคู่ใจนาม "Gort"... เขามาพร้อมกับคำเตือนและข้อเสนอแก่มวลมนุษย์ว่า จงหยุดสงครามการเข่นฆ่า ให้อยู่กันอย่างสงบดีกว่า หากพวกคุณไม่หยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โลกจะถึงกาลอวสานแน่นอน

เปิดฉาก ชาวโลกต่างระทึก ชะงักงัน! กับจานบินลึกลับความเร็วสูงกำลังมุ่งมายังโลก ซึ่งทางกองทัพสหรัฐฯ สามารถจับได้ทางเรดาห์ และแล้วจานบินนั้นก็ร่อนลงมาจอดบน ณ สนามหญ้ากลางกรุงวอชิงตัน อย่างเปิดเผย ทหารกองกำลังรักษาประเทศเร่งรุดมาล้อมบริเวณพื้นที่จานบินอยู่นั้นไว้ทันที พร้อมกับฝูงชน-สื่อมวลอเมริกันที่สงสัยใคร่รู้ ต่างรุมล้อม ทั้งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ให้ชาวโลกได้รับรู้ทั่วกัน จานบินถูกเปิดออกมาพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวในชุดอวกาศรูปร่างสองแขนสองขาเหมือนชาวโลก เดินออกมาด้วยอากัปกิริยาที่เป็นมิตรเขาก็คือ คลาทู นั่นเอง ทหารซึ่งกำลังตื่นกลัวคนหนึ่ง ด้วยความระแวงจึงยิงเข้าไปที่ คลาทู ล้มฟุบลงไป ทันใดนั่น หุ่น "Gort" จึงเดินตามออกมา ปล่อยแสงไปสู่อาวุธในมือและรถถังของพวกทหาร ละลายหายวับไปกับตาอย่างประหลาด... ฝูงชนแตกตื่นหนีออกจากพื้นที่กันจ้าละหวั่น ... คลาทู สั่งห้าม Gort ให้หยุดยิงก่อน


...ทหารได้พานำร่าง คลาทู บาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาล และพบว่ารูปร่างหน้าตาของเขาก็ไม่ต่างจากชาวโลก ซ้ำอวัยวะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างประหลาด แต่ในเมื่อมันเป็นช่วงเวลาแห่งความหวาดระแวงที่ประเทศค่ายประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ไม่ไว้วางใจกัน ... มีหรือจะไว้ใจพวกต่างดาว ... สถานะการณ์จึงไม่ค่อยราบรื่นเป็นมิตรนัก คลาทูจึงหลบหนีออกไป พบกับแม่หม่ายสาวนาม "เฮเลน" และกลายเป็นเพื่อนกัน เฮเลน จึงเป็นเสมือนไกด์พาคลาทูเยี่ยมชมท่องเทียวสหรัฐ กองทัพย่อมไม่นิ่งเฉยจึงออกตามล่าตัวคลาทูอย่างไม่รอช้า โดยหาไม่รู้ว่าถ้าหากทำให้ คลาทู ได้รับบาดเจ็บอีกครั้งหรือถึงขั้นเสียชีวิต หุ่นยนต์ Gort นั้น มีศักยภาพพอที่จะทำล้างโลกให้กลายเป็นจุลได้ในพริบตา ...



The Day the Earth Stood Still (2008)
Director: Scott Derrickson
Writers: David Scarpa (screenplay), Edmund H. North
Stars: Keanu Reeves, Jennifer Connelly, Kathy Bates


... เปิดฉากด้วยการย้อนไปที่ปี 1928 นักไต่เขาหิมะ(คีอานู รีฟ) ได้พบก้อนกลมเรืองแสงลึกลับ ... และในเวลาหลายสิบปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์สาวนาม "เฮเลน" และมนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับ ก้อนกลมแสงลึกลับลูกใหญ่มหึมาจากอวกาศ กระจายไปสู่ทั่วโลก (ภาคนี้ไม่ได้มาในรูปของ จานบิน) ... มาพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวลึกลับ ชื่อ "คลาทู" อันสิงอยู่ในร่างมนุษย์ (นักไต่เขา คีอานู รีฟ นั่นเอง) เช่นเกียวกับภาคต้นฉบับ1951 ทหารยิง คลาทู ทันที ... แต่แท้จริงเขาคือทูตจากต่างดาวลึกลับ ที่เดินทางข้ามจักรวาลมาเพื่อมาภารกิจสันติภาพหาใช่เพื่อรุกราน แค่ต้องการเตือนมนุษย์ ถึงโลกที่กำลังจะเสื่อมโทรมเพราะน้ำมือมนุษย์ อันส่งผลให้จักรวาลเสียสมดุลย์ และเช็คความเป็นไปของมนุษย์โลกเพื่อประเมินว่า ในที่สุดแล้วเผ่ามนุษย์สมควรจะดำรงอยู่บนดาวโลกดวงนี้ต่อไปหรือไม่... หนังได้เผยให้ทราบว่ายังมีสายลับในร่างมนุษย์อีกคนที่ถูกส่งมาแอบแฝงในโลกเมื่อ 70 ปีก่อนแล้ว เขารายงานถึงความเห็นของเขาเองต่อมนุษย์โลก ให้คลาทูฟังว่า ...

ชายแก่ (สายลับมนุษย์ต่างดาว): " ผมเกรงว่าพวกเขาไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่มีเหตุผล ผมคลุกคลีอยู่กับพวกเขามายาวนาน 70 ปี ผมรู้จักพวกเขาดี"... "ความพยายามในการปรองดองคงจะไร้ผล มนุษย์เป็นพวกชอบทำลาย และมนุษย์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง "

คลาทู : " นี่คือรายงานอย่างเป็นทางการ ของคุณ ใช่ไหม "

ชายแก่: " ที่น่าเศร้าคือ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ตัวเองดีว่าจะลงเอยอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขอะไรได้ "

แต่ชายแก่ก็เผยความในใจว่า เขานั้นก็รักเผ่าพันธุ์มนุษย์ในบางด้านบ้างเหมือนกัน อย่างอธิบายไม่ถูก

* ฟองยักษ์ปริศนา จากต่างดาว! ใน The Day the Earth Stood Still (2008) มันคือ Warp Bubble ? การเดินทางข้ามอวกาศอีกรูปแบบหนึ่ง เกี่ยวกับแนวคิด Warp Bubble เพิ่มเติม คลิกที่นี่


... คลาทู จึงดำเนินการกระบวนล้างโลกด้วยเทคโนโลยีพิเศษลึกลับจากหุ่น Gort ที่จะสลายล้างทุกอย่างให้เป็นจุลฝุ่นผงในพริบตา โชคดีที่คำพูดของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนาม "คาร์ล" (Karl Barnhardt) ที่ได้พบกับ คลาทู ผนวกกับพฤติกรรมและคำร้องขอ ของ เฮเลน สามารถดลใจคลาทู ให้ช่วยหยุดระงับการล้างโลกในภายหลังได้ โดย เฮเลนได้แสดงให้เขาเห็นถึงอีกด้านของมนุษย์ ที่ยังมีความดีความงาม มีความรัก ความเสียสละ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเธอ กับ "จาคอบ" อันเป็นลูกเลี้ยงก็ตาม ... คลาทู ให้โอกาสโลก ยกเลิกกระบวนการล้างโลกอย่างหวุดหวิด และก็จากไปกับวัตถุกลมเรืองแสง มนุษย์จึงรอดพ้นมหัตภัย แต่สุดท้ายแล้วมนุษยชาติคงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปว่าจะยังคู่ควรที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไปหรือไม่

" ไม่ว่าอารยธรรมใดก็ย่อมต้องถึงจุดวิกฤติในท้ายที่สุด....เราอยู่ที่จุดนั้นแล้ว เราอยู่ในจุดที่หมิ่นเหม่ ต่อการถูกทำลาย เมื่ออยู่ในจุดที่หมิ่นเหม่เท่านั้น คนถึงจะมีจิตสำนึกที่จะเปลี่ยนตัวเอง เมื่ออยู่บนปากเหวเท่านั้น เราจึงจะวิวัฒน์ นี่คือโอกาสของเราอย่าเพิ่งเอามันไปจากเรา เราใกล้จะได้คำตอบแล้ว " --- คาร์ล ร้องขอต่อ คลาทู


" ไม่มีสิ่งใดตายอย่างแท้จริง จักรวาลไม่เคยสูญเสียสิ่งใดทุกสิ่งนั้นเพียงแค่แปรเปลี่ยนสภาพไป "
--- คลาทู