คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



Interstellar (2014) : Warp เร็วเหนือแสง ? / ท่องอวกาศกู้วิกฤติโลก!
Director: Christopher Nolan
Writers: Jonathan Nolan, Christopher Nolan
Stars: Matthew McConaughey, Jessica Chastain, Anne Hathaway


( * ด้วยบทความนี้เป็นบทความ เพื่อเรียกน้ำย่อย ก่อนหนัง Interstellar เข้าฉาย --- หากสนใจเฉพาะ Interstellar สามารถตามไปอีกบทความจัดเต็มอีกชุด คลิกที่นี่ อันจะเป็นบทสรุปหลังหนังฉายเรียบร้อย )

* Interstellar (2014) โปสเตอร์ และภาพบางฉาก

แม้มนุษย์จะเดินทางออกสู่ห้วงอวกาศนอกโลกได้บ้างแล้ว และยังคงค้นคว้าหาทางสำรวจอวกาศให้ก้าวไกลไปอีกต่อไป ... แต่เอาเข้าจริงมนุษยชาติทั้งในระดับปัจเจกและระดับเผ่าพันธุ์ อาจยังคงไม่รู้หรอกว่า การที่ต้องเกิดมามีชีวิตดิ้นรนอยู่บนโลกนี้ เพื่ออะไรกัน ? แล้วธรรมชาติมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ ? ทั้งเป้าหมายสูงสุดของมนุษยชาติ มันควรจะอยู่ที่ไหน ? ที่สำคัญคือจำเป็นต้องเดินทางข้ามอวกาศไปยังดวงดาวอื่นๆหรือไม่ แล้วเป้าหมายแท้จริงเพื่ออะไรกันแน่ ? ... คำถามเชิงไซ-ไฟอีกมากมาย ฯลฯ ที่คำตอบยังคลุมเครือต่อไป ... แต่กระนั้นโจทย์หลักที่สังคมตั้งกันก็มักจะว่าด้วยเหตุผล คือ "ที่เราต้องดิ้นรนออกสู่อวกาศส่วนหนึ่ง ก็เพื่อต้องการพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้ ดีขึ้นยิ่งๆขึ้นๆไปนั่นเอง" ฟังดูดีแต่ในทางปฏิบัติมาถูกทางแล้วหรือไม่นั้น ? ก็เหมือนจะยังไม่แน่ใจกันนัก ? ยิ่งกับความเป็นไปของสภาพการณ์สังคมในยุคปัจจุบัน ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยความเร่งรีบแข่งขัน ด้วยมาตราฐานตัวเลขทำกำไรอันเป็นเป้าหมายสูงสุดแบบทุนนิยม ทั้งกับภาวะวิกฤติสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรร่อยหรอ มีสัญญาณจะขาดแคลน วิกฤติความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆมากมายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก อันดูเหมือนจะทวีคูณยิ่งขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามและความสับสน-คลางแคลงใจในภาวะชีวิตที่เป็นอยู่ ... ภาพยนตร์ไซ-ไฟ Interstellar (2014) อันเป็นที่จับตามองของคอไซไฟ-คอหนังฮาร์ดคอร์เป็นพิเศษ ซึ่งกำลังจะฉายปลาย 2014 นี้แล้ว ด้วยหว้งว่าอาจจะให้ไอเดีย-สะท้อนอะไรบางอย่างกับประเด็นที่เกริ่นข้างต้น ก็ด้วยเป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในเรื่องพล็อตไอเดียล้ำลึก+สะท้อนสังคม นาม 'Christopher Nolan' นั่นเอง


- " เรามนุษยชาติยังเป็นแค่ผู้บุกเบิก เรียกว่าแทบไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ ! " --- คำโปรยจาก Teaser ตัวแรกสุด -

* Interstellar (2014) Teaser ฉบับเรียกน้ำย่อยสั้นๆแรกสุด



ใน Interstellar 2014 Teaser ข้างบนนี้ อันเป็นตัวอย่างเรียกน้ำย่อยที่ออกมาแรกสุด เหมือนกำลังจะถ่ายทอดนัยยะตั้งคำถามข้อสังเกตประเด็นประโยคโปรยข้างต้น ... แต่เบื้องต้น Teaser ไม่ได้โชว์เนื้อฉากในหนังเป็นหลัก แต่ได้หยิบยืมบางวิดีโออันเป็นเหตุการณ์จริงเก่าๆในประวัติศาสตร์จาก NASA มานำเสนอเรียกน้ำย่อยก่อน ... สังเกตฉากหลักดังกล่าว ใน Teaser ตามรูปดังนี้

-1. ฉากแห้งแล้ง การอดอยากของวิกฤติภัยแล้งที่อเมริกา ช่วงปี 1920

-2. บินด้วยความเร็วเหนือเสียง ครั้งแรกของโลก โดย ชัค เยเกอร์ ที่ความสูง 45000 ฟุต ความเร็ว 1.07 มัค

-3. นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกทีเหยียบดวงจันทร์

-4. กระสวยอวกาศ แอตแลนติส เป็นกระสวยอวกาศลำที่สี่ของ องค์การ NASA เริ่มทำการบินครั้งแรกในเที่ยวบิน STS-51-J วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2528



Mankind was born on earth. it was never meant to die here / "มนุษยชาติถือกำเนิดบนโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตายที่นี่ ! " --- คำโปรย ใน Trailer -

* Interstellar (2014) Trailer ฉบับเต็มอย่างเป็นทางการตัวแรก


ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ... ใน Trailer ตัวเต็มนี้ มีฉากสั้นๆที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง จึงขอยกขึ้นมาพิจารณากันก่อน ก็คือ ได้มีการเผยให้เห็นเครื่องที่น่าจะเป็น "แคปซูลจำศีล" หรือที่หนังไซ-ไฟทั่วไปเรียกกันว่าเครื่อง "Hypersleep" อันเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับนอนหลับยาว ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่งสนิท ก็คือเมื่อเข้าไปนอนพักในแคปซูลนี้แล้ว จะทำให้ร่างกายได้หลับนิ่งลึกยาวนานโดยไม่ต้องกินอาหาร ขับถ่าย ฯลฯ ทำนองเดียวกับการหลับจำศีลของกบและสัตว์บางประเภท จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีการเดินทางที่ต้องกินเวลายาวนานหลายปีในห้วงอวกาศ ทั้งนี้ก็เป็นการประหยัดอาหาร-วัตถุดิบ-พลังงานอันจำกัด ทั้งลดกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวันหยุบหยิมต่างๆบนยานอวกาศนั้นเอง และที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับอีกไอเดียของคุณสมบัติเครื่องจำศีลในไซ-ไฟหลายๆเรื่อง อาทิ Alien, 2001 A space odyssey ก็คือ มันยังช่วยรักษาสภาพร่างกายให้คงสภาพไม่แก่หรือเสื่อมสภาพเลยแม้จะนอนพักยาวนานนับหลายสิบปี! เรียกว่าหยุดนิ่งจริงๆ หมายความว่าเมื่อเริ่มนอนตอนอายุเท่าไร พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็จะมีสภาพร่างกายที่อายุเท่าเดิม ... (น่าเอามาใช้บนโลกปกติ สำหรับคนที่ต้องการหยุดนิ่งสักระยะยาวๆ :) แต่ก็อีก ค่าใช้จ่ายจะประมาณไหน ท่าจะแพงโขอยู่)

... แต่กระนั้น Hypersleep ที่เห็นในตัวอย่าง Interstellar นี้จะมีคุณสมบัติดังกล่าวด้วยหรือไม่ ก็ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ที่แน่ๆดูรูปลักษณ์แล้วไม่ค่อยเลิศหรูล้ำสมัยแบบไซ-ไฟแฟนตาซีทั่วไป ทั้งการใช้งานยังเหมือนจะมีขั้นตอน-ตระเตรียมพอสมควร เช่น การต้องคลุมห่อตัวก่อน และก็ต้องมีแช่น้ำอีกที ก่อนปิดฝาแคปซูลหลับยาวต่อไป (เห็นผ่านๆก็ดูไม่ค่อยน่าพิศมัยนัก ราวที่เก็บศพ ห้องดับจิต! แหนะ :) แต่หนังไซ-ไฟอื่นๆทั่วไป โดยมากจะเป็นการเข้าไปนอนบนพื้นเบาะนุ่มสบายๆได้เลยในทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัว หรือมีขั้นตอนมากมายอะไรนัก และส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องมีแช่น้ำใดๆ

* "แคปซูลจำศีล" ? ใน Interstellar (2014)

* แคปซูลจำศีล" ใน Event Horizon (1997) ก็เป็นอีกแบบที่ต้องมีการแช่น้ำด้วย

* ตัวอย่าง "แคปซูลจำศีล" - จากหนังไซ-ไฟอื่นๆ แบบไม่ต้องแช่น้ำ



Interstellar (2014) อาจเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการทำงานของ Warp Drive ที่อาจเป็นจริงได้ในอนาคต

* ข้อมูลเกี่ยวกับ Warp Drive ทั้งหมดต่อไปนี้ ... แปล / แก้ไข / เรียบเรียงใหม่ / ทั้งหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยเพจ สนทนาไซ-ไฟ
Source: sploid.gizmodo.com

จาก Teaser-Trailer ดูเหมือนภาพยนตร์ Interstellar (2014) นี้ จะเน้นถึงประเด็นสำคัญอยู่สองประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือปัญหาเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนและผลกระทบที่โลกจะได้รับจากปรากฏการณ์นี้ เช่น การขาดแคลนอาหาร และการหมดสิ้นของทรัพยากรต่างๆที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อีกประเด็นหนึ่ง คือด้านเทคโนโลยีการเดินทางในอวกาศซึ่งดูจะเป็นจุดเด่นของเรื่อง และมีความเป็นไปได้สูงว่า Warp Drive ที่เห็นในภาพยนตร์นั้นอาจเป็น Warp Drive จริงๆที่มนุษยชาติสามารถสร้างได้ในอนาคตเช่นกัน

หลายท่านอาจคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร Warp Drive นั้นไม่มีจริง ซึ่งในแง่หนึ่งนั้นใช่ มันยังไม่ถูกสร้างขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่นักฟิสิกซ์และนักวิทยาศาสตร์จาก NASA กำลังทำการศึกษาเรื่องนี้อยู่อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งพวกเขามีความเชื่อกันว่า "อะไรก็ตามที่หากเราสามารถจินตนาการถึงมัน และวางทฤษฎีให้มันได้ เราก็สามารถสร้างมันได้"

ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียด เรามาดูกันทีละประเด็นก่อน

1) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรขาดแคลน
หากดูจาก Trailer ล้วนๆนั้น ส่วนตัวค่อนข้างรู้สึกว่าภาพจินตนาการของปัญหาเหล่านี้นั้นค่อนข้างดูเป็นจริง ไม่โอเว่อร์เกิน และดูน่าเชื่อถือ เราอาจไม่ได้เห็นน้ำท่วมโลก ไฟป่าเผาผลาญทุกอย่างราบคาบ หรือคลื่นสึนามิโถมกระหน่ำชายฝั่งแบบในหนังหายนะเรื่องอื่นๆ แต่ภาพของพืชพรรณธัญาหารที่เพาะปลูกไม่ขึ้น หรือไฟป่าขนาดเล็กๆที่ลามทุ่ง ทำลายผลผลิตทางการเกษตร เหล่านี้เป็นภาพเล็กๆน้อยๆที่ปัจจุบันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสถิติมีปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วนว่าสาเหตุจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว และดูเหมือนจะลุกลามขึ้นเรื่อยๆเกินจุดที่เราจะสามารถหยุดยั้งมันได้ และเมื่อมีการประเมินผลกระทบเหล่านี้ผ่านการจำลองด้วยระบบคอมพิวเตอร์พบว่า มนุษยชาติกำลังมุ่งไปสู่ยุคแห่งความยากแค้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ร้ายแรงขนาดที่ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยกให้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ และเมื่อเรากล่าวถึงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่พวกฮิปปี้รักษ์โลกที่คอยสอดส่องสิ่งแวดล้อมแบบ Green Peace แน่นอน ตรงกันข้าม...ในอดีตที่ผ่านมาเรามักเห็นว่าสหรัฐฯมองเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากอยู่ดีๆพวกเขากลับเรียงลำดับความสำคัญใหม่ โดยเอาปัญหาโลกร้อน-ทรัพยากรอาหาร มาไว้เป็นภัยระดับต้นๆ แน่นอนว่ามันคงร้ายแรงกว่าที่คิด

* ปัญหาพืชพรรณธัญาหาร-ทรัพยากร คือ ต้นเหตุที่มนุษยชาติต้องออกสู่อวกาศอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหา ? - ภาพใน Trailer / Interstellar (2014)

เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน อย่างที่กล่าวไปแล้วตอนต้นว่าผลกระทบด้านเกษตรกรรมนั้นเห็นได้ชัดเจน หลายๆพื้นที่บนโลกเจอปัญหาผลผลิตทางการเกษตรลดลง จนทำให้เกิดปัญหาอาหารขาดแคลน พวกเราที่อาศัยอยู่ในเมืองอาจไม่ได้รับรู้ผลกระทบเหล่านี้โดยตรง แต่ราคาสินค้าการเกษตร และอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ส่งจากประเทศโลกที่สามมาสู่สังคมเมือง ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนา ชาวประมงที่พบว่าสัตว์น้ำหลายชนิดลดจำนวนลงหรืออาจสูญพันธุ์เร็ววันนี้ นอกจากนี้การที่ระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น ทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เช่น จีน อินเดีย และอเมริกาใต้หลุดพ้นจากความยากจน ทำให้ประชากรในประเทศเหล่านั้นมีรายได้สูงขึ้น นั่นย่อมส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในขณะที่ทรัพยากรต่างๆมีจำกัด ซึ่งโดยปกติแล้วแม้ไม่มีการเกิดขึ้นของประเทศเศรษฐกิจใหม่เหล่านี้ การบริโภคของโลกก็เพิ่มขึ้นทุกๆปีอย่างควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว

Interstellar มอบมุมมองในแง่ดีที่ว่า เมื่อถึงปลายทางแห่งหายนะ วิทยาศาสตร์จะมอบทางออกให้กับมนุษยชาติ ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ อย่างน้อยนี่คือสิ่งที่ Nolan คิด และดูเหมือนพวกเราก็กำลังมุ่งไปในทิศทางนั้น

2) ความเป็นไปได้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว
ในตัวอย่างภาพยนตร์นั้นเราเห็นว่าเหล่านักบินอวกาศเดินทางเข้าไปใน Portal วงกลมฟองอากาศที่รูปร่างเหมือนปรากฏการณ์ Gravitational Lens แบบเดียวกับที่กล้องโทรทรรศอวกาศ Hubble พบเจอ (Gravitational Lens คือเลนส์ความโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางผ่านจุดที่มีแรงโน้มถ่วงสูง ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของลำแสงและภาพที่มองเห็น ทำให้เกิดผลเหมือนการมองผ่านเลนส์แว่นขยายโค้งๆ Gravitational Lens มีระยะโฟกัสเช่นเดียวกับแว่นขยาย แต่ระยะนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแรงโน้มถ่วงในบริเวณนั้น)

ความคล้ายคลึงของ Warp Bubble ใน Interstellar กับปรากฏการณ์ Gravitational Lens นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีรายงานว่าโนแลนได้พูดคุยกับนักฟิสิกซ์อวกาศและผู้เชี่ยวชาญด้านการบินอวกาศ หนึ่งในนั้นคือ Dr.Harold Sonny White แห่งแผนกวิจัยและพัฒนาระบบขับเคลื่อนขั้นสูงประจำคณะกรรมการวิศวกรรมแห่งองการ NASA

เมื่อปี 2012 ทาง Gizmodo ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการพัฒนาระบบขับเคลื่อนของ Dr. White ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้าง Warp Drive ในโลกแห่งความเป็นจริง Dr.White ได้กล่าวว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เราอาจได้เห็นการ Warp แบบใน Star Trek ในช่วงอายุขัยของเรา Dr.White และทีมของเขาไม่เพียงแค่เชื่อว่า Warp Drive นั้นเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่พวกเขาได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อปูพื้นการสร้างของจริงกันแล้ว

* ยานอวกาศเดินทางระหว่างดาวด้วย Warp Drive เร็วเหนือแสง ในแบบฉบับภาพยนตร์ Star Trek

เมื่อพูดถึงการสำรวจอวกาศ มนุษยชาตินั้นเปรียบเหมือนมนุษย์ถ้ำ เราเคยไปดวงจันทร์ เคยส่งหุ่นยนต์ไปวิ่งเล่นบนดาวอังคาร แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้นับว่ายังห่างไกลจากเป้าหมายปลายทางของเรา นั่นคือการเป็นอารยธรรมที่เดินทางข้ามดวงดาว ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มนุษยชาติจำเป็นต้องไปให้ถึงหากเราหวังที่จะอยู่รอดไปอีกสักล้านปี

ด้วยระบบขับเคลื่อนที่มีในปัจจุบัน การเดินทางข้ามดวงดาวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น เครื่องยนต์แรงขับไอออน (Ion Thruster) หรือการสันดาบท้ายด้วยนิวเคลียร์จำนวนมหาศาล วิธีการเหล่านี้ต้องการเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อที่จะนำเราไปถึงดวงดาวในระบบเพื่อนบ้าน ที่น่าเศร้าคือระยะเวลาการเดินทางอาจยาวนานเป็นทศวรรษหรือศตวรรษ การเดินทางที่ใช้ระยะเวลานานขนาดนั้นถือว่าไร้ประโยชน์สำหรับผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง มีเพียงผู้ที่ร่วมเดินทางไปเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการเดินทางอันยาวนานแสนสาหัส ซึ่งนี่ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพเลย

ดังนั้น Dr.White จึงเสนอทางเลือก ซึ่งทางเลือกนี้ต้องสามารถทำให้เราเดินทางได้เร็วมากๆ และไม่ฝืนกฏฟิสิกส์ ซึ่ง Dr.White ได้กล่าวติดตลกไว้ว่า "เราต้องหาวิธีที่จะเดินทางได้เร็วโดยไม่ฝืนบัญญัติศักสิทธิ์ข้อที่ 11 นั่นคือ เอ็งอย่าสะเออะวิ่งเร็วกว่าแสง"

แทรกเสริม : การเดินทางระหว่างดวงดาว-ข้ามแกแลคซี ในหนังไซ-ไฟ มีมากกมายหลากจินตนาการหลายทฤษฎี ซึ่งมักจะอิงเกี่ยวโยงกับหลักการของการเดินทางได้เร็วเหนือแสง (faster-than-light : FTL) (*ทั้งบางทีก็สามารถใช้เดินทางข้ามเวลา แบบย้อนอดีตท่องอนาคต หรือไปยังจักรวาลมิติคู่ขนานลึกลับอื่นๆได้อีกต่างหาก ไอเดียบรรเจิดแต่ในความเป็นจริงก็เกิดปมปัญหาขัดแย้ง-ซับซ้อนให้ถกเถียงกันไปใหญ่ +_+ ) ซึ่งแน่ละทั้งหมดเป็นแค่ไอเดียที่ยังไม่มีความเป็นไปได้จริงแต่ประการใด และก็ยังขัดแย้งกับปมใหญ่ในทางหลักวิทยาศาสตร์-ฟิสิกส์ก็คือ 'แสงเดินทางได้เร็วสุด ไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วเหนือแสง' แต่กระนั้นทฤษฎีนี้ก็ยังเป็นเพียงหลักการฟิสิกส์ที่น่าเชื่อถือ ณ ขณะนี้เท่านั้นแต่อาจไม่ใช่ข้อสรุปฟันธง 100% วงการวิทยาศาสตร์ยังคงพิสูจน์ค้นคว้ากันต่อไป ไม่แน่อนาคตอาจพบวิธีการเดินทางเร็วเหนือแสง หรือมีสสารพลังงานอะไรที่ไวเหนือแสงจริงๆก็ได้ ตัวอย่างทำนองจินตนาการไซ-ไฟ ซึ่งขอแบ่งพอสังเขปเป็น 5 แบบ ดังนี้

1. "เส้นทางพิเศษ" ... Hyperspace/รูหนอน/ประตูมิติ/หลุมดำ ฯลฯ ... มีหลักการคล้ายคลึงกันก็คือ เป็นการเดินทางผ่านเส้นทางลัด หรือช่องทางพิเศษที่ทำให้เดินทางเร็วเหนือแสงได้้ แต่ไม่ใช่เพราะวัตถุหรือเครื่องยนต์วิ่งไวกว่าแสง อาทิ ใน Star Wars หรือ Stargate โดยการนำเอายาน เข้าไปในมิติ Hyperspace หรือ รูหนอน(wormhole) โดยที่ยานยังใช้ความเร็วปกติที่มันเป็น แต่เมื่อบินอยู่ใน Hyperspace ยานก็สามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าบินไปแบบปกติเ โดยยานต้องมีระบบที่เรียกว่า "Hyperdrive" ถึงจะสามารถเข้าสู่เส้นทาง Hyperspace ได้ อุปมาดั่งเอาเรือไปวิ่งในน้ำเชี่ยว การพายเรือหรือเครื่องยนต์เรือไม่ได้วิ่งเร็วกว่าเดิม แต่น้ำพาให้เรือเร็วขึ้นต่างหาก (ส่วนกรณีประตูมิติ ใน Stargate ก็หลักการใกล้เคียงกัน เพียงแต่อาจไม่ได้การเดินทางด้วยยาน แต่คนตัวเปล่าสามารถเดินเข้าไปเลย ผ่านประตูนั้นซึ่งอาจเป็นกลไกระบบพิเศษแบบ Hyperdrive ...จึงถือว่าเป็นประเภทเดินทางในผ่านเส้นทางพิเศษ ได้เช่นกัน)

- ยาน Millennium falcon ใน Star Wars เข้าสู่เส้นทาง Hyperspace -

2. "การ Warp" อย่างใน Stat Trek อันจะต้องมีเครื่องทำให้เกิดการวาร์ปขึ้นที่เรียกว่า "Warp Drive" หลักการคือเครื่องนี้สามารถการสร้างฟอง Warp ขึ้นมาหุ้มยานจากนั้นก็บิดเบือนห้วงอวกาศข้างหน้าให้เข้ามาเร็วขึ้น และคลายออกไปข้างหลังเมื่อยานบินไป (*กรณีนี้ดูจะเป็นไปได้สูงในความเป็นจริง จึงจะสาธยายโดยละเอียดในบทความนี้ด้านล่างๆต่อไป) ... *แต่ใน Star Trek เราจะไม่แสดงภาพการเป็นฟองกลมชัดเจนแบบใน Interstellar แต่โดยหลักการรวมก็คืออย่างเดียวกัน ... * และมีบางคนอาจเข้าใจผิดว่า Star Trek เดินทางเข้า Hyperspace แบบเดียวกับ Star Wars ซึ่งๆจริงแล้วโดยหลักการมันคนละวิธีกัน ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ที่แตกต่างสำคัญอีกอย่างก็คือ การวาร์ป สามารถเดินทางข้ามเวลาได้อีกต่างหากถ้าหาก Warp Drive สามารถบิดเบือดอากาศ-มิติเวลา ไปมากรุนแรงยิ่งๆขึ้นไป แต่ใน Hyperspace ทำไม่ได้ เพราะมันแค่เส้นทางด่วนพิเศษเร็วเหนือแสงเท่านั้น ไม่ได้มีการบิดเบือนมิติอวกาศแต่ประการใด เราจึงไม่เห็นการย้อนเวลาใน Star Wars เลย :)

- Star Trek Into darkness (2013) ฉากยานบิดเบี้ยว แต่แท้จริงไม่ เป็นอวกาศภายนอกถูกบิดเบือนตามหลักการวาร์ปต่างหาก -

3. "การ Jump" อันนี้เห็นในเรื่อง Event Horizon หรือ Battlestar Galactica ใช้ระบบพิเศษเรียกประมาณว่า "FTL Drive' จะก่อให้เกิดการพับอวกาศจุดหมายปลายทางให้เข้ามาหาสู่จุดที่ยานอยู่ เป็นการย่อระยะทาง และยานก็ Jump ไปโผล่ยังจุดหมายปลายทางในทันที หลักการก็ใกล้เคียงการบิดเบือนอวกาศแบบ Warp ผสมรูหนอน แต่ต่างกันตรง Jump จะพับไม่ได้สร้างฟองแล้วเคลื่อนที่แต่ทะลุเข้าไปเลยแบบเชิงผ่านรูหนอน/ประตูมิติ อย่างรวดเร็ว(ประหนึ่งหลุมดำ+_+) เลยขอแยกออกมาเป็นอีกประเภท

* บางกรณี (อาทิ ในนวนิยายชุด The Foundation โดย Isaac Asimov) การ Jump ก็ถูกนำไปใช้เรียกมีค่าเท่ากับระบบ Hyperdrive อันเป็นระบบเทคโนโลยีพิเศษ ที่ผลักให้ยานเข้าสู่เส้นทางพิเศษทำนอง Hyperspace ดังกล่าวไปแล้ว

- ตัวอย่างคำอธิบายกลไกทำงานระบบการ Jump ข้ามจักรวาลใน Event Horizon (1997) เหมือนพับปลายกระดาษเข้าหากัน ... " กฏไม่มีอะไรไวกว่าแสง เราฝืนกฏนั้นไม่ได้ก็จริง แต่เราก็อ้อมมันได้ ยานไม่ได้ไวกว่าแสง แต่มันจะสร้างเส้นทางมิติให้ตัวมันเองกระโดดจากจักรวาลจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ โดยการม้วนพับห้วงอวกาศ ด้วยเครื่องปั่นแรงดึงดูด ให้จุด A และจุด B มาอยู่ที่ตำแหน่งและเวลาเดียวกัน เมื่อยานเราผ่านไปแล้ว อวกาศก็เข้าสู่สภาพเดิม " -

4. "การเดินทางด้วยจิต-อิทธิฤทธิ์! หรือการหายตัว!" สำหรับวิธีแบบนี้อาจดูเป็นเชิงความเชื่อเชิงศาสนา-ลัทธิ หรือตำนานแฟนตาซีโบราณ และปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่า จิต ก็ยังเป็นอะไรที่ลี้ลับ ยังคงค้นคว้ากันต่อไป การเดินทางด้วยวิธีนี้ในจินตนาการไซ-ไฟ มักเป็นพลังพิเศษของพวกมนุษย์พิเศษ มนุษย์ต่างดาว หรือพวกมนุษย์กลายพันธุ์บางจำพวก อาทิในหนัง X-Men หรือ Harry Potter (ซึ่งบางทีนอกจากจะย้ายข้ามไปยังสถานที่อื่นๆ หรือระหว่างดวงดาวได้แล้ว ก็ยังสามารถข้ามเวลา-ย้อนเวลา หรือไปอีกมิติอื่นๆได้อีกต่างหาก ทั้งนอกจากตัวเองไปได้แล้ว ยังสามารถพาคนอื่นที่ไม่มีพลังไปได้ด้วย )

5. "การใช้เครื่องยนต์พลังงานสูง เร่งเดินทางเร็วกว่าแสงแบบตรงๆ" อาทิ ยาน Destiny ในซีรี่ย์ชุด Stargate Universe ใช้วิธีการเร่งเครื่องยนต์จนได้ความเร็วแสง โดยที่ไม่เข้า Hyper Space หรือรูหนอน , ไม่ใช่ฟองวาร์ป , ไม่บีบหรือพับอวกาศใดๆ ทั้งสิ้น ใช้กำลังเครื่องยนต์แรงสูงล้วนๆ (ก็ไม่รู้ว่าเครื่องยนต์ใช้อะไรขับเคลื่อน และต้องใช้พลังงานอะไร ทั้งมีระบบป้องกันการสะเทือนอย่างไร ฯลฯ ทฤษฎีนี้จึงดูจะเป็นไปได้น้อยสุด)

ปล. ยังมี ไซ-ไฟ อีกหลายเรื่อง ที่ไม่มีรายละเอียดแน่ชัดว่า เดินทางระหว่างดาวได้อย่างไร อาจผสมกันของ 5 ข้อดังกล่าว หรือเทคโนโลยีพิเศษบางอย่างอื่นๆ อาทิ เครื่องเดินทางในเรื่อง Contact ก็ไม่แน่ว่ามันคือ การเดินทางผ่านทำนอง Hyperspace-รูหนอน หรือ ผ่านด้วยจิตด้วยกันแน่! หรือเครื่องทำให้เกิดภาพหลอนไปเอง ?



การค้นหา Warp Bubbles / ฟองวาร์ป !

คำตอบของการเดินทางนั้นซ่อนอยู่แล้วในกฏฟิสิกส์ Dr.White และทีมนักฟิสิกส์ได้พบช่องโหว่ในสมการคณิตศาสตร์บางตัว ซึ่งช่องโหว่นี้ชี้ว่าการ Warp ด้วยการบิดเบือนห้วงอวกาศและมิติเวลานั้นเป็นไปได้

* Warp Bubble บิดเบือนห้วงอวกาศและมิติเวลา เป็นรูปฟองอากาศขนาดยักษ์ มันคือการเดินทางระหว่างดวงดาว แบบที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก และเชื่อว่ามีความเป็นไปได้จริงกว่าจินตนาการในหนังไซ-ไฟอื่นๆ - ภาพใน Trailer / Interstellar (2014)รูปคล้ายฟอง แต่ยังไม่แน่ชัด ว่านี้คือ ฟองวาร์ป 100% หรืออาจจะเป็นทำนอง รูหนอน-หลุมดำ-ประตูมิติ หรือปรากฏการณ์ อย่างอื่น ฯลฯ (ต้องรอพิสูจน์ในหนังอีกที :)


ทีม Eagleworks ทีมงานวิจัยแห่งศูนย์อวกาศ Johnson องค์การ NASA ซึ่งดูแลโดย Dr.White นั้นกำลังพยายามค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของช่องโหว่ทางฟิสิกส์นี้ พวกเขาได้สร้างเครื่องทดสอบพิเศษ เพื่อสร้างและตรวจจับตัวอย่างของ Warp Bubble ในระดับโมเลกุล เครื่องมือนี้ชื่อว่า White-Juday Warp Field Interferometer

* เครื่องเดินทางข้ามเวลาก่อเกิดเป็น ฟอง! จากภาพยนตร์ The Time Machine(2002) หรือมันคือ Warp Bubbles อีกรูปแบบหนึ่ง :) แต่ในท้องเรื่อง เหมือนจะเป็นการข้ามกาลเวลาภายในโลกอย่างเดียว ไม่ได้เดินทางออกนอกอวกาศแต่ประการใด

* อีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง เดินทางข้ามเวลา ด้วย Warp Bubble ? ... ใน Terminator คนเหล็ก / เพิ่มเติมเกียวกับเรื่องราวของ Terminator คลิกที่นี่

* ฟองยักษ์ปริศนา จากต่างดาว! จากภาพยนตร์ The Day the Earth Stood Still (2008) มันคือ Warp Bubble ? เดินทางข้ามอวกาศอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพิ่มเติมเกียวกับเรื่องราวของ The Day the Earth Stood Still คลิกที่นี่

นี่อาจเป็นความก้าวหน้าเล็กๆที่ดูห่างไกลจากปลายทาง แต่ Dr.White เชื่อว่าผลที่จะสามารถประยุกต์ได้ในอนาคตจากงานวิจัยชิ้นนี้นั้นยิ่งใหญ่ Dr.White ได้กล่าวไว้ดังนี้...

"แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆที่ยืนยันความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ แต่มันคือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่จะพิสูจน์แนวคิดการบิดเบือนอวกาศและมิติกาลเวลา มันเหมือนเหตุการณ์ยุคเครื่อง Chicago Pile เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องแรกของโลก ที่สร้างขึ้นในเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 1942 ในการสาธิตนั้นเครื่อง CP สามารถสร้างกำลังไฟฟ้าได้เพียงวูบเดียว และเพียงจำนวนน้อยนิดแค่ครึ่งวัตต์ แต่นั่นคือหลักฐานว่าทฤษฎีนิวเคลียร์นั้นทำได้จริง ภายในหนึ่งปีให้หลังก็เกิดเตาปฏิกรณ์ขนาด 4 MegaWatt นี่คือบทพิสูจน์ว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถต่อยอดไปได้ไกลขนาดไหน หากได้รับการพิสูจน์แล้ว"

ในทางทฤษฎี การสร้าง Warp Bubble นั้น ยานอวกาศจะบีบอัดห้วงอวกาศด้านหน้ายาน และขยายห้วงอวกาศด้านหลัง ทำให้ตัวยานสามารถเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุหนึ่ง โดยที่ตัวยานนั้นไม่ได้เคลื่อนที่จริงๆเลยแม้แต่น้อย Dr.White เชื่อว่าการเดินทางชนิดนี้จะไม่มีผลกระทบใดๆทั้งนั้น ดังเช่นที่เกิดกับวิธีการเดินทางแบบดั้งเดิม (ในที่นี้น่าจะหมายถึงพวกแรงหนีศูนย์ แรงกระทำตรงข้ามอะไรพวกนั้น)

* ภาพจำลองแสดง การเดินทางแบบฟองวาร์ป-บรรยากาศอวกาศรอบๆ - เครดิตที่มาภาพโดย Thomas Müller and Daniel Weiskopf, based on Milky Way Panorama by ESO/S Brunier

"การใช้กฏฟิสิกส์เพื่อบีบอัดหรือขยายอวกาศ ยานอวกาศในอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีนี้อาจสามารถเดินทางไปที่ไหนๆก็ได้อย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง และปราศจากผลกระทบใดๆต่อตัวยานและลูกเรือ" Dr.White กล่าว

หากการทดลองนี้ได้รับการยืนยันว่าทำได้จริง เราน่าจะสามารถสร้างยานอวกาศที่นำเราไปยัง Alpha Centauri (ระบบดวงดาวที่อยู่ใกล้เราที่สุด ห่างออกไปเพียง 4.36 ปีแสง) ด้วยระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เวลาโลก Dr.White ยืนยันว่าเวลาบนยานและบนโลกนั้นจะเท่ากัน และภายใน Bubble ก็จะไม่มีความปั่นป่วนใดๆ ไม่มีอุบัติเหตุหรือการชนใดๆ เพราะความเร็วที่ใช้นั้นคือ 0 "เมื่อคุณเปิด Warp Field จะไม่มีแรงต้านมาถีบคุณกระแทกกับเบาะอะไรทั้งนั้น"

แทรกเสริม: ภาพจำลอง NASA Warp Bubbles Research อีกตัวอย่างเสริมเพิ่มเติม อธิบายกระบวนการฟองวาร์ป / Source: popsci.com/technology/article/2013-03/faster-light-drive

หลักการในรูปก็ คือ หลักของ --ฟองวาร์ป (Warp Bubbles) -- ซึ่งเป็นการวาร์ป ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงมาที่สุดแบบหนึ่ง ณ ขณะนี้ ดังเกริ่น กระบวนการตามล่างนี้ (ที่เรียง 1 3 2 ไม่ได้เรียงผิด ตามนั้น)

1. สีแดง คือค่าแรงบวก บิดเบือนขยายห้วงอวกาศและมิติเวลา หรือเรียกรวมกันว่า กาลอวกาศ(Spacetime) โดยยกตัวขึ้นด้านหลังยาน ทำหน้าที่ผลักยานไปข้างหน้า

3.สีฟ้า คือค่าแรงลบ บิดเบือนขยายกาลอวกาศ(Spacetime) ยุบตัวด้านหน้ายาน เป็นการสร้างความสมดุลให้ยานเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นอีกและรักษา ดุลยภาพ

2. ทั้งข้อ 1และ 3 จะก่อให้เกิดปรากฏการทำนองเป็นฟองหุ้มรอบยาน โดยภายในฟอง กาลอวกาศ(Spacetime) มีค่าเป็นกลาง จะไม่มีแรงใดๆรบกวนยานอวกาศและผู้โดยสาร ตัวยานก็จะยังคงอยู่สภาพแวดล้อมที่สงบเสถียร โดยแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ตามปกติ

* โดยกระบวนการนี้ กาลอวกาศที่เป็นฟองจะเคลื่อนที่พายานไปได้เร็วเหนือแสง ไม่ใช่ยานเคลื่อนที่เอง! แต่ประเด็นปัญหาที่สำคัญตามมา คือการจะบิดเบือนกาลอวกาศได้ แน่นอนต้องมีเครืองที่เรียก Warp Drive ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งก็ยังคงปริศนาว่าจะใช่อะไร ?



คำตอบเรื่องปัญหาแหล่งพลังงาน

ปัญหานี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักฟิสิกส์ว่าแหล่งพลังงานจะมาจากไหน และต้องใช้มากเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ นักฟิสิกส์หลายคนยังเชื่อว่าหากเครื่อง Warp Drive สามารถสร้างได้จริง ก็อาจต้องพึ่งแหล่งพลังงานประเภท Exotic Matter (สสารที่มีคุณลักษณะพิเศษที่แย้งหรือแหกกฏฟิสิกส์ เช่น สสารรลบ สสารมืด ที่ปัจจุบันยังไม่ยืนยันการค้นพบอย่างเป็นทางการใดๆเลย) ขนาดเท่าดาวพฤหัส! ซึ่งหากต้องใช้แหล่งพลังงานมากขนาดนั้นจริง การเดินทางชนิดนี้ก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่โชคดีที่ Dr.White ได้หาทางออกเอาไว้แล้ว

ทีม Eagleworks พบว่าในทางทฤษฎีนั้น Warp Engine จะใช้พลังงานน้อยกว่าที่คิดมาก ด้วยการปรับความหนาและความแข็งของ Warp Bubble รวมทั้งการปรับแรงสั่นสะเทือน Bubble เพื่อลดความหนาแน่นของห้วงอวกาศและมิติกาลเวลา พวกเขาสามารถลดขนาดเชื้อเพลิง Exotic Matter จากขนาดเท่าดวงดาวเหลือเพียง 500 ก.ก. เท่านั้น ซึ่งสสารขนาด 500 ก.ก. นี้สามารถสร้าง Bubble ขนาด 10 เมตร และส่งมันไปได้ด้วยความเร็ว 10c หรือสิบเท่าของความเร็วแสง! โดยที่ไม่ได้ฝืนกฏฟิสิกส์ที่ว่าเราไม่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง เพราะจริงๆแล้วตัวยานไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย มีเพียงผลที่ออกมาเท่านั้นที่ทำให้ดูเหมือนว่าเร็วกว่าแสง

นั่นหมายความว่าเราจะสามารถเดินทางไปยังดาว Gliese 581g ดาวที่มีลักษณะเหมือนโลกที่อยู่ห่างออกไป 20 ปีแสง ได้ในเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งเราสามารถส่งนักบินอวกาศหรือหุ่นยนต์เพื่อภารกิจสำรวจได้

แม้ยังห่างไกลจากความเป็นจริงพอสมควร สิ่งที่ Dr.White เสนอคือสิ่งที่จะเปิดศักราชใหม่แห่งการสำรวจอวกาศ ที่ในที่สุดเราอาจได้จากโลกนี้ไป กลับไปสู่ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุขัยของเรา

เบื้องต้น Interstellar เสนอมุมมองต่ออนาคตที่ทั้งน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังในเวลาเดียวกัน และคงเป็นเช่นเดียวกับหนังของ Nolan หลายๆเรื่องที่มักจุดประกายและความตื่นตัวของสังคม ในด้านความบันเทิงนั้นผู้ชมคงได้ความสนุกกลับบ้าน แต่ในด้านนัยยะทางสังคม Interstellar น่าจะกระตุ้นเตือนว่าภัยจากโลกของเรานั้นอยู่ไม่ไกล และเราคงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากหุบเหวแห่งหายนะ นี่แหละมั้งที่สื่อที่ดีควรจะเป็น สะท้อน กระตุ้น และสร้างความตระหนักรู้ในฐานะมนุษยชาติที่อาจรวมเราเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง เพื่อประโยชน์อันสูงสุด ไม่ใช่เพื่อชนชาติใดชาติหนึ่ง แต่เพื่อเผ่าพันธุ์ของเราทั้งมวล

ณ ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ และเฝ้าติดตามว่าเทคโนโลยี Warp จะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ และสำหรับ Interstellar หนังเต็มๆ จะออกมาลงเอยอย่างไร ... (กำหนดเริ่มฉาย 6 พ.ย. 2014 นี้ เดี๋ยวได้รู้กัน) และแน่นอนว่าคงจะได้มีการยกมาจัดมาเป็นบทความพิเศษ รีวิว-วิเคราะห์ แง่มุมน่าสนใจต่างๆ ฯลฯ แบบจัดเต็ม ณ เว็บไซไฟแห่งนี้ด้วยต่อไป ( * ตามไปได้ที่บทความนี้ คลิกที่นี่ อันเป็นบทสรุป หลังได้ดูหนังฉบับเต็มเป็นที่เรียบร้อย)



* Interstellar (2014) Trailer ตัวใหม่ล่าสุด ยังมีฉากพิศวง!มากมาย
โดยเฉพาะ วงแหวนแสงประหลาด, ภูมิประเทศต่างดาวลึกลับ+มีแหล่งน้ำมหาสมุทร (นัยยะว่ามีน้ำย่อมมีชีวิตที่นั่น ? หรืองานนี้จะมี มนุษย์ต่างดาว! ) ฯ ล ฯ ... และล่าสุด ในงานคอมมิคคอน 2014 ผกก.โนแลน บอกด้วยว่าได้แรงบันดาลใจหลายอย่างจากไซไฟระดับตำนานในอดีตอย่าง 2001: A Space Odyssey, Star Wars, Star Trek, Blade Runner, Close Encounter of the Third Kind, Jaws, และ The Right Stuff ฯลฯ

- Love is the only thing that transcends time and space / ความรักอยู่เหนือกาลเวลาและอวกาศ -


และล่างนี้คือ Trailer ตัวสุดท้าย ส่งท้ายก่อนหนังฉายจริง ..." พร้อมจะบอกลาระบบสุริยะจักรวาลหรือยัง " :)


* ฉากวงแหวนแสง! ใน Interstellar นั้น แท้จริงคือ -- 'หลุมดำ' ขนาดยักษ์ ! -- ที่จะนำเข้าไปสู่ 'รูหนอน' ? หรือทางลัด ช่วยให้เดินทางไปสู่อวกาศอันไกลโพ้นนนนได้ต่อไป ?

คลิปพิเศษ Interstellar - 'Building A Black Hole' Featurette


และใน Interstellar ดูเหมือนหลุมดำจะมีรูปแบบต่างจากที่เราเคยเห็นในจินตานาการไซ-ไฟ อื่นๆทั่วไปที่เคยมีมาทั้งปวง ตรงที่มันมีการบิดเบือน/บิดเบี้ยว 'กาลอวกาศ' (spacetime) และดึงดูด แสง-มวลก๊าซ และเทหะวัตถุ และอื่นๆ ฯลฯ อันมหาศาลมารวมรอบๆปากหลุมก่อเกิดเป็นวงแสงซ้อนวงกันอีกที อันไม่ใช่แค่หลุมใหญ่แบนๆธรรมดา ซึ่งเข้าใจว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากปฏิกริยาพลังมหาศาลของแรงดึงดูดอันหมุนวนเป็นเกลียวบิดเบี้ยว ณ บริเวณปากหลุมดำนั้นเอง ทั้งจากแรงดึงดูดจากภายในหลุมดำเอง และแรงดึงดูดจากกาลอวกาศภายนอกหลุมดำ ? ดูไกลๆ จึงเป็นรูปวงแหวนเกลียวซ้อนกันประหลาดตา

* - ในภาพจำลอง(ด้านล่างนี้) แถวบน ก็คือกระบวนการการเกิดตามหลักทฤษฎีฟิสิกส์อวกาศจริงๆ อันนำมาจาก คลิปพิเศษตอน Interstellar - 'Building A Black Hole' Featurette นั้นเอง (ซึ่งแน่ละว่านี่เป็นแค่แนวคิดหนึ่ง อาจยังคงมีข้อโต้แย้งในวงการจากนักฟิสิกส์อื่นๆ ?)

* - ส่วน 4 ภาพช่องล่างคือ ตัวอย่างรูปแบบหลุมดำจากหนังไซไฟอื่นๆ ที่เคยมีมา (กรณีเรื่อง Contact นั้นนบ้างก็ว่าคือ รูหนอน ไม่ใช่หลุมดำ)


* ผลงานกำกับโดย 'Christopher Nolan' ที่ผ่านมาล้วนคุณภาพ พล็อตเรื่องมีนัยยะไซ-ไฟล้ำลึกเสมอ ส่งผลให้ Nolan ขึ้นชื่อเป็นอีกสุดยอด ผกก.แห่งวงการ

+ และอีกหนึ่งบทความ เรียกน้ำย่อย Interstellar (2014) เช่นกัน ว่าด้วย " รีวิว Sci-fi ในตำนาน +เก็ง Interstellar " รำลึกหนังไซ-ไฟระดับตำนาน ที่ชวนให้คิดถึงองค์ประกอบบางส่วนใน Interstellar (เป็นอีกบทความจัดเต็ม ก่อนชม Interstellar ไม่ควรพลาด :) สนใจตามไปอ่าน คลิกที่นี่


ปล. *ข้อมูลเสริมอื่นๆ-แชร์คุยกันที่ แฟนเพจ สนทนาไซ-ไฟ