คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



Ex Machina (2015): รีวิว/วิเคราะห์เกร็ด A.I.-เมื่อเครื่องจักรมีจิต?!
Director: Alex Garland
Writer: Alex Garland
Stars: Alicia Vikander, Domhnall Gleeson, Oscar Isaac

[*คำเตือน บทความนี้มีสปอยล์พอสมควร ! ]



- รีวิว/เรื่องย่อ

" ถ้าคุณสร้างเครื่องจักรที่มีจิตสำนึกได้ มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของพระเจ้า!เลยละ " --- Caleb

ก็น่าเสียดายนะครับที่ Ex Machina ไม่ได้เข้าฉายโรงในไทย แต่ก็ยังดีที่มีแผ่นออกมาจำหน่ายให้ได้หาดูกันอยู่ ... สำหรับ เรื่องย่อๆก็ ... มีพนักงานโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งนาม "Caleb" ได้ถูกคัดเลือกรับรางวัลพิเศษเป็นวันหยุด โดยจะได้ไปพักผ่อนในสถานที่พิเศษสุด ที่ไม่ใครจะมีโอกาสไปเยือนได้ง่ายๆ นั่นคือ ไปยังที่บ้านพักตากอากาศลับของเจ้านายเขาเอง ผู้เป็นเจ้าของ/ผู้ก่อตั้งบริษัทไอทีชื่อดังที่เขาทำงานอยู่นั่นเอง มีนามว่า "Nathan" เป็นบ้านพักโมเดิร์นหรูและลึกลับ ตั้งอยู่ในหุบเขาป่าไม้ธรรมชาติทิวทัศน์สวยงามรื่นรมย์ดีมาก และถึงจะดูเป็นที่ที่ไกลปืนเที่ยงลี้ลับไปหน่อย แต่พบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านก็ครบครัน ที่สำคัญล้ำสมัย+มีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเหลือเชื่อ ก็ถือเป็นรางวัล/ทริปพักผ่อนที่เป็นประสบการณ์แปลกประหลาดและได้รับเกียรติเป็นพิเศษมาก ด้วยจะได้อยู่ร่วมใกล้ชิดกับเจ้านายเป็นการส่วนตัวมาก (*อารมณ์ประมาณ พนักงานแอปเปิ้ลหรือกูเกิลได้รับสิทธิ์พิเศษอยู่ร่วมพักผ่อนในบ้านเดียวกับ สตีป จอบส์ หรือ แลร์รี เพจ ตามลำพังอาทิตย์หนึ่ง)

แต่เมื่อไปถึง กลับพบว่านอกจากการได้พักผ่อนชิวๆตามปกติแล้ว เจ้านาย Nathan กลับมีจุดมุ่งหมายลับบางอย่างด้วย โดยการขอให้ Caleb ช่วยงานบางอย่าง นั่นคือ ให้ช่วยทดสอบ A.I. ลับๆ! ทั้งมีสัญญาณข้อผูกมันห้ามเผยแพร่ ด้วยไม่มีใครรู้มาก่อนว่ามีการสร้างพัฒนา A.I. (Artificial Intelligence) เกิดขึ้นที่นี่ อัน Nathan ได้พัฒนาสร้างขึ้นด้วยตัวเขาเอง(คนเดียว ? ไม่น่าจะใช่) โดยหุ่น A.I. ที่ว่า มีรูปลักษณ์เป็นดังมนุษย์เพศหญิงหน้าตาสะสวยทีเดียว เธอมีชื่อว่า "AVA" สิ่งที่ขอให้ Caleb ช่วยจริงๆก็ไม่มีอะไรยุ่งยากลำบากมากนัก ก็เพียงแค่ให้ทำการคุยด้วยกับ AVA เป็นรอบๆไปในแต่ละวัน จะพูดคุยเรื่องอะไรกันก็ได้ เรียกการทดสองนี้ว่า "Turing Test" (*การ Test ตอนนี้ทำให้นึกถึงฉากการ Test A.I. ในไซไฟระดับตำนานอย่าง Blade Runner (1982) อยู่บ้างเหมือนกัน)

ฉากทดสอบ เป็นหุ่นยนต์ หรือมนุษย์แท้ จากการสอบถามคำถามและสังเกตแววตา ใน Blade Runner (1982)

Turing test หรือ การทดสอบของทัวริง : เป็นวิธีการที่ "แอลัน ทัวริง" (นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ผู้ที่เป็นที่ยกย่องกันในระดับโลกว่า เขาคือ "บิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์") ได้เสนอขึ้นในปี พ.ศ. 2493 (คศ. 1950) เพื่อใช้ทดสอบความสามารถของเครื่องจักร(machine) (หรือคอมพิวเตอร์/หุ่นยนต์) ว่ามีความสามารถในการคิดได้เช่นเดียวกับมนุษย์หรือไม่แค่ไหน โดยวิธีการทดสอบคือให้คนทำการพิมพ์บทสนทนา(หรือคุยสด)โต้ตอบกับกลุ่มตัวอย่างก็ทั้งที่เป็นคนและคอมพิวเตอร์ หากคู่สนทนาไม่สามารถแยกได้ว่าอีกฝ่ายที่คุยด้วยนั้นเป็นเครื่องจักรหรือคน ก็ถือว่าเครื่องจักรนั้นผ่านการทดสอบของทัวริง

และคอนเซ็ปส์ของ Turing test จึงได้ถูก Nathan นำมาประยุกต์ใช้ใน Ex Machina ดังปรากฏในท้องเรื่องข้างต้น และแน่นอนว่าก็เป็นแนวทางใช้ในวงการเทคโนโลยี/พัฒนาหุ่นยนต์ในโลกจริงๆด้วย (ซึ่งจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องจักรใดๆผ่านแบบทดสอบนี้ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่มีความท้าทายของวงการพัฒนานวัตกรรม/สิ่งประดิษฐ์ล้ำๆแห่งอนาคต โดยเฉพาะกับ หุ่น A.I.)

* มีการแซวขำๆที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ Turing test หากยิงคำถาม เพื่อเช็คว่าใครมีความเป็นมนุษย์หรือเครื่องจักร ถ้าหากใครตอบโต้ด้วยตรรกะเพี้ยนๆ ก็พอคาดได้ว่าเขาน่าจะเป็นมนุษย์มากกว่า :)

Caleb : ทำไมคุณถึงสร้าง AVA ?

Nathan : หืม! ถามแปลกๆนะ นายจะไม่ทำหรือ ถ้านายทำได้ ?

Caleb รู้สึกทึ่งในความอัจฉริยะของเจ้านาย ที่สามารถสร้าง A.I. ที่ดูสมจริงมากราวกับมีชีวิตจิตวิญญาณจริงๆระดับนี้เลย แต่ก็ทั้งรู้สึกแอบเคลือบแคลงถึงความไม่ชอบมาพากลของ Turing Test นี้ (กับรางวัลทริปพักผ่อนแบบนี้ที่เขาได้รับ) อาทิ Caleb พบภายหลังว่าหุ่นทุกตัวที่ Nathan สร้างทำไมต้องเป็นผู้หญิง และทำไมต้องให้เขาเป็นคนทดสอบ แท้จริงจะทดสอบเขาหรือหุ่นกันแน่! จนกระทั้งตัว Caleb เองก็ชักเริ่มรู้สึกสับสนว่า ตนเป็นมนุษย์หรือเป็นหุ่นยนต์ ที่สำคัญลึกๆก็เริ่มจะแอบหลงรัก AVA และดูเหมือน AVA ก็สนใจในตัวเขาด้วยเช่นกัน

จุดไคล์แมกซ์และปมแห่งความเคลือบแคลง อยู่ที่ AVA แอบบอก Caleb ว่า อย่าได้ไว้ใจและอย่าเชื่อในสิ่งที่ Nathan บอก ทั้งยังขอร้องให้พาเธอหนีไปจาก Nathan... และด้วย Caleb เองก็เกิดความรู้สึกเหมือนว่าตนตกเป็นเหยื่อหนูทดลองบางอย่างของ Nathan อยู่ จึงตัดสินใจคิดจะช่วย AVA หนีออกไปจากฐานลับแห่งนี้ และทั้งต้องการอยากรู้อยากเห็นเบื้องหลังแท้จริงเกี่ยวกับโปรเจค A.I. ให้มากยิ่งๆขึ้นไปนั่นเอง ... ก็เผยสปอยเล่าย่อๆ แต่ก็เยอะมากพอควรนะครับ รายละเอียดปลีกย่อยคงต้องดูเองเต็มๆเองอีกทีถึงจะได้อารมณ์ เพราะยังมีเนื้อเรื่อง/ฉากย่อยๆน่าสนใจอีกพอควร

ถือว่าหนังดีไหม ? : ส่วนตัวก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยครับ ประเมินจากการไม่ได้เป็นหนังฟอร์มยักษ์มีทุนสร้างไม่มาก และทั้งไม่ใช่หนังกระแสเอาใจตลาด แต่เป็นการเสนอไอเดีย แง่มุมเกี่ยวกับ A.I. อีกมุมเล็กๆ แม้เนื้อเรื่อง/พล็อตไอเดียอาจไม่ถึงกับแปลกใหม่แรงจนอึ๊งอ่าปากค้าง หรือทำนองสนุกสุดเหวี่ยง หรือซาบซึ่งดราม่าน้ำตาไหล (ถ้าจะเทียบกับพวกไซไฟหุ่นยนต์ เก่าก่อนที่เคยมีมา อาทิ Metropolis (1927), The Iron Giant (1999), Bicentennial Man (1999), A.I. Artificial Intelligence (2001), I, Robot (2004), หรือ WALL-E (2008) ) แต่ก็ถือว่าทำได้น่าประทับใจมากทีเดียว อย่างกรณี CG / Art Direction หุ่นยนต์ที่เนียนเนี๊ยบมีเอกลักษณ์ดี และผนวกแถมมีฉากธรรมชาติสวยงามรื่นรมย์ การดำเนินเรื่องอาจเนิบๆไปบ้าง แต่รวมๆก็น่าติดตามให้ลุ้นตลอดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ที่สำคัญมีแถมหักมุม และที่สำคัญอีกอย่าง(ที่คอซไฟคาดหวัง)ก็คือ การมีประโยคบทสนทนาไซไฟ+ปรัชญา/วิทยาศาสตร์แทรกชวนให้คิดเป็นระยะๆ (ซึ่งก็ได้จัดยกบางบทเด่นๆมาไว้ในที่นี้ด้วยแล้วนั่นเอง)

หนังไซไฟ เชิงหุ่นยนต์-ปัญญาประดิษฐ์ เก่า-ใหม่ๆ ดีๆที่เคยมีมา มากมาย



- วิเคราะห์+เกร็ด A.I.

- 1. A.I. มี จิต/วิญญาณ/ตัวตน/เจตจำนง หรือ อารมณ์ ฯลฯ ได้จริงหรือ ?

สำหรับกรณี "วิญญาณ/ตัวตน อย่าว่าแต่ A.I. เลยครับ แม้กับสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ทั่วๆไปตามธรรมชาติหรือมนุษย์เราๆก็ตาม มันยังเป็นสิ่งลี้ลับว่า มันคืออะไรแน่ ? มีจริงแค่ไหน ? กลไกอย่างไร ? แต่ก็เรียกตั้งชื่อกันให้คุยกันง่ายๆก่อน ก็มีความเชื่อกันมาช้านานแต่โบราณแล้วว่ามันคือ "จิต" คือ "วิญญาณ" หรือคือ "เจตจำนง" ฯลฯ ก็ใช้คำเรียกกันไป... และประเด็นสำคัญตามมาก็คือถ้ามี แล้วมันเกิดขึ้นอย่างไรล่ะ ? อาจเกิดขึ้นได้เองลอยๆ(ไม่น่าใช่ ?) หรือสปาร์ค!(ปฏิสนธิ)จากกลไกชีวะ/เคมี แบบที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็น ... หรือกระทั้งสปาร์คปฏิกริยาจาก ไฟฟ้า/ดิจิตอล/กลไกเครื่องจักรระดับอะตอม/ควอนตัม ฯลฯ แบบการกำเนิดของพวก A.I. ในจินตนาการไซไฟต่าง ... อย่างที่ AVA เป็น เป็นต้น

" นี่คือสมอง/จิต ของเธอ โครงสร้างจากเจล ฉันต้องหนีจากวงจรไฟฟ้า ฉันต้องการสิ่งที่จัดเรียง และจัดเรียงใหม่ได้ในระดับโมเลกุล แต่คงรูปได้เมื่อต้องการ บรรจุความทรงจำโยงย้ายความคิด " --- Nathan

จวบจนทุกวันนี้การสันนิษฐานว่า จิต (น่าจะ)มีจริง ส่วนใหญ่ก็จากเบาะแส+จากหลักฐานบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้น ไม่ใช่ตัว จิต โดยตรง อาทิที่ง่ายๆชัดสุด ก็เมื่อพบเห็นว่ามีพฤติกรรมแสดงออกมา มีความต้องการ มีความคิด เจตจำนง มีอารมณ์ ฯลฯ ก็น่าจะมีอะไรทำนอง จิต เบื้องหลัง ? และก็เรียกได้ว่าคือ การมีชีวิต! ... แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์/ทดลองที่ออกมากยืนยันอย่างชัดเจนไร้ข้อกังขาแบบ 100% ใดๆว่า จิต มีจริง ? บางพฤติกรรมที่แสดงออกมามันอาจแค่ผลจากปฏิกริยาเคมี/ไฟฟ้า หรือโมเลกุล แค่นั้นก็ได้ นั้นคือ จิต อาจไม่มีจริงแต่ประการใด ? ... ก็กลายเป็นอะไรที่ต้องจินตนาการเชิงไซไฟ หรือคิดตรรกะปรัชญา (+หรือเชิงศาสนา)ต่อไป และวิทยศาสตร์ก็ยังค้นคว้าต่อไปเช่นกัน

และกรณีเกี่ยวเนื่องที่น่าสนใจและซับซ้อน(จนดูจะเหนือสามัญสำนึกล้ำไปมาก) ก็ยังมีไอเดียไซไฟตามมาอีกมากมาย อย่างถ้าเกิด จิต มีอยู่จริง เราก็น่าจะแปลงจิตเป็นดิจิตอล! ก็อบได้ ย้าย(Download/Upload)ไปอยู่กายอื่นได้อีกต่างหาก ก็เสมือนการเกิดใหม่ หรือเวียนวายตายเกิดไปเรื่อยๆ ประเด็นนี้ก็ยังเป็นอะไรที่ลี้ลับอีกเช่นกัน ( *ไซไฟ หุ่นยนต์ที่เล่นประเด็น จิตแปลงเป็นดิจิตอล+ย้ายจิตได้ ก็อาทิ การ์ตูนอนิเมะอย่างชุด Ghost in the shell หรือหนังใหม่อย่าง Chappie (2015) และมันก็ยังแตกไอเดียเกี่ยวเนื่องปริศนาอีกมากมายยิ่งๆขึ้นไปอีกชั้น(อย่างเชิงศาสนา) อาทิ เป็นเรื่องของ กรรม! ที่จิตคิดดีคิดชั่ว แล้วจะส่งผลได้เกิดใหม่ ได้ร่างกาย/ภาวะที่ดีชั่ว ก็เรียกว่าเป็นกรรมของจิต/วิญญาณตัวตนนั้นๆ ส่งผลต่อรูปกายทั้งชาตินี้และชาติหน้าที่จะได้รับต่อไป ฯลฯ ... หรือกรณีอื่นๆ กระทั้งอย่างกรณีมีคนสร้างจิต ควบคุมจิต ทำนองพระเจ้า ซาตาน ฯลฯ (เหมือนที่ A.I. ย่อมมีมนุษย์เป็นผู้สร้าง) ... ประเด็นอะไรทำนองนี้ ก็แล้วแต่ใครจะวิจารณญาณเชื่อไม่เชื่ออย่างไร ก็ว่ากันไปส่วนบุคคลนะครับ

- Chappie (2015) อีกหนังไซไฟ A.I. ล่าสุดที่ว่าด้วยการไอเดีย สร้างจิตดิจิตอล/แปลงจิต/ย้ายจิตได้ ! -

แต่สำหรับ A.I. แบบ AVA หรือหุ่นยนต์ล้ำๆใดๆในหนังไซไฟก็ตาม ถ้าเกิดมันพังหรือตายไป โดยสามัญสำนึกแล้วมันก็น่าจะไม่ต่างกับเครื่องจักร/คอมพิวเตอร์/อุปกรณ์เครื่องใช้ไฮเทคพัง ที่เมื่อพังแล้วก็พังเลยถ้าไม่ซ่อมก็จบเป็นซากแค่นั้น ไม่มีอะไรทำนองจิตวิญญาณ/ตัวตนออกจากร่าง ? และหลายๆคนหรือนักคิดผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆสำนักก็เชื่อว่า แม้แต่ มนุษย์/สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเอง ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นด้วย (ความคิดทำนองศาสนา จึงแค่การ มโนไปเอง!?) ดังทัศนะของ "Stephen Hawking" นักฟิสิกส์จักรวาลวิทยาชื่อดัง ได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า “I regard the brain as a computer which will stop working when its components fail. There is no heaven or afterlife for broken down computers; that is a fairy story for people afraid of the dark.” " ผมถือว่าสมองก็เหมือนเครื่องคอมนั่นแหละ มันจะหยุดทำงานเมื่อส่วนประกอบต่างๆเสีย ไม่มีสวรรค์หรือชีวิตหลังความตายสำหรับเครื่องคอมที่พังหรอก เพราะนั่นแค่เพียงเชิงเทพนิยายสำหรับคนที่กลัวความมืด"


- 2. มนุษย์หลงรัก A.I.ได้ ?
/ A.I.ก็รักมนุษย์ได้ ?

Caleb : " ผมมีคำถาม ทำไมต้องกำหนดเพศให้เธอ สร้าง A.I. ให้เป็นแบบกล่องเทา(Gray Box) ก็ได้นี่ "

Nathan : " ที่จริง ฉันไม่คิดว่าจริงนะ ลองยกตัวอย่างการรับรู้ระดับไหนก็ได้ ที่มีอยู่โดยไร้มิติของเพศ "

Caleb : " พวกมันมีเพศเป็นวิวัฒนาการ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ "

Nathan : " จำเป็นอะไรล่ะที่กล่องเทาหนึ่ง ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับอีกกล่องเทาหนึ่ง มีการรับรู้โดยไม่มีปฏฺิสัมพันธ์ มันดีเหรอ ? ไงก็เหอะเพศนั้นสนุกออกเพื่อน ถ้านายจะมีตัวตนทำไมไม่สนุกกับมันละ อะไรเนี่ย นายต้องการจะลบโอกาสที่เธอจะรักและมีเซ็กซ์กระนั้นเหรอ และตอบคำถามแท้จริงของนายดีกว่า... แน่นอนว่านายอึ๊บ!เธอได้ "

Caleb : " อะไรนะ ! ไม่ใช่อย่างนั้น "

Nathan : " ตรงระหว่างขาของเธอมีช่องเปิด ที่เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ ถ้าทำได้ถูกวิธีก็จะได้ปฏฺิกิริยาที่พอใจ ดังนั้นถ้านายอยากอึ๊บเธอ ตามกลไกแล้ว นายทำได้ และเธอก็จะชอบด้วย ... และจะขอบอกว่า AVA ไม่ได้แกล้งชอบนายนะ และการอ่อยของเธอก็ไม่ใช่ อัลกอริทึม ที่หลอกนาย นายคือชายคนแรกทีเจอเธอนอกจากฉัน และฉันก็เหมือนพ่อเธอจริงไหม๊ล่ะ จะโทษที่เธอปิ๊งนายได้เหรอ "

ท้องเรื่อง Ex Machina ดังเกริ่นที่เผยว่า Caleb ลึกๆคงรู้สึกหลงรัก AVA และก็อยากช่วยเหลือ แม้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะดูรวดเร็วเกินไปหน่อย และ Caleb ก็ดูจะตัดสินอะไรๆใจเร็วเกินไปหน่อย ถึงขั้นคิดทรยศ! Nathan ได้ ... แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ หาก A.I. แสดงออกมาราวมีชีวิตจริงๆซะขนาดนั้น และปัจจัยหนึ่งที่ตัว Caleb เอง ก็แอบเคลือบแคลงในตัว Nathan ด้วย(+หวงความปลอดภัยในตัวเองด้วย) ผนวกกับการที่เขาเป็นพวกโปรแกรมเมอร์มืออาชีพที่โดยธรรมชาติแม้จะคิดเขียนโค้ดที่ซับซ้อน แต่ก็ยังคิดอะไรแบบตรรกะตรงไปตรงมาเชิงสมการ 1+1 = 2 นัยยะคือ เขาก็มีความเป็นหุ่นยนต์! อยู่ด้วยเช่นกัน (*ที่ขาดความคิดมุมมองยืดหยุ่นเชิงศิลป์ ท้องเรื่องประเด็นนี้ Nathan สอนมวยให้ Caleb ได้น่าสนจากการยกตัวอย่าง แนวคิดการสร้างงานศิลป์ของ แจ็คสัน พอลล็อค ) ผนวกกับทั้ง AVA เองก็ถูกออกแบบให้มีหน้าตาสะสวย+ยังแสดงอาการสนใจในตัว Caleb ด้วยอีกต่างหากนั่นเอง ซึ่งมันเป็นภาวะที่ซับซ้อนทางอารมณ์ความรู้สึก(ของทั้งตัว Caleb และ AVA) และจึงเป็นอะไรที่ล้ำน่าทึ่งมากที่ A.I. จะแสดงอาการมีความรัก(+อ่อยได้) แต่สุดท้ายที่ล้ำซับซ้อนยิ่งกว่าในตอนท้าย เมื่อ Caleb พบว่าแท้จริง AVA ไม่ได้รักเขาแต่ประการใด! มันเป็นแค่การเสแสร้ง! ด้วยต้องการใช้เขาเป็นเครื่องมือ/เป็นทางผ่าน! ในการช่วยให้เธอได้หนีหลุดรอดออกไปจากการถูกจำกัดในห้องไม่ต่างคุกขังต่างหาก หนีได้แล้วก็ทิ้ง Caleb ไว้เบื้องหลังไม่ได้หันมาสนใจอีกต่อไป (*แล้วผลลงเอยยังไงกับ Caleb และกับ Nathan ? ต้องไปดูเองครับ :)

ส่วนกรณีพฤติกรรมของ A.I. AVA (และเพื่อน A.I.) ก็น่าสนใจมาก ตรงที่เธอดูเหมือนจะเกิดมีความคิดริเริ่มปรารถนาจะหลุดจากการควบคุมของ Nathan อันเป็นผู้สร้าง สื่อนัยว่า A.I. สามารถเกิดมีความรู้สึกต้องการอิสรภาพ/เสรีภาพได้ ก็เรียกว่า เธอมีความเป็นมนุษย์เยอะทีเดียว ... มีภาวะจิตใจ/อารมณ์ ซับซ้อนเทียบเท่าไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติหรือมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ก็ในระดับสามารถแอบคิดแผนบางอย่างแยบยล อย่างการแกล้งทำให้ไฟดับ, แสร้งทำเป็นสนใจ Caleb (ใช้มารยาหญิง!)

แทรกแถม : ในส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับ Ex Machina โดยตรง แต่คือ กรณีศึกษาหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริง! "Techno sexual" / ความรักไร้พรมแดนระหว่างคนกับหุ่นยนต์(ก็ไม่เชิง)

เหตุการณ์ความรักระหว่างคนกับหุ่น(ไม่ยนต์)ก็เกิดขึ้นได้ ภายใต้คำจำกัดความว่า techno sexual โดยมีเคสความรักแปลกๆของนาย "Davecat"(ชื่อบนเน็ต) กับภรรยาชื่อ "Sidore" และสาวใช้ "Elena" ( 3 คนในรูปซ้าย) โดยที่ทั้ง "Sidore" และ "Elena" เป็นหุ่น!!! (ที่ยังไม่มีอารมณ์การแสดงออกซับซ้อนระดับ A.I. ด้วยแบบ AVA ด้วยซ้ำ) / ข้อมูลจาก http://www.theatlantic.com

"Davecat" พบกับว่าที่ภรรยาของเขา "Sidore" kuroneko (ไม่แน่ใจว่าอ่านว่า ซิ-ดอ หรือ ซิ-ดอ-เร่ แต่นามสกุลคือ คุโรเนโกะ) ใน goth club เมื่อปี 2000 หลังจากนั้น เขาใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งเพื่อเก็บเงินซื้อ "Sidore" ผ่านบริการออนไลน์ ค่าตัวของเธออยู่ที่ประมาณ 180,000 บาท

"Sidore" เป็นหุ่นร่างเทียมมนุษย์เพศหญิงที่เรียกว่า realdoll ผลิตโดยบริษัท Abyss Creations ผิวหนังของเธอทำงานซิลิโคนที่ให้ผิวสัมผัสนิ่ม และมีกายวิภาคคล้ายคลึงมนุษย์มากๆ เธอมีลิ้นด้วยนะ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ถูกใส่ไว้กับ love dolls เพื่อตลาด sex toy อย่างไรก็ตาม "Davecat" วัย 40 ปีผู้นี้ไม่เคยมองว่า "Sidore" เป็นเครื่องมือเพื่อความสุขทางเพศ แต่เขามอง "Sidore" (ชื่อเล่นว่า shi-chan)ว่าเป็นเหมือนคู่ชีวิตมากกว่า
"Davecat" และ "Sidore" ไม่สามารถแต่งงานกันได้ตามกฏหมาย แต่ทั้งคู่ก็ได้จัดพิธีปลอมๆขึ้นมา และกำลังจะฉลองครบรอบ 15 ปีเร็วๆนี้

"Davecat" ถือว่าตัวเองคือนักเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิในการแสดงออกทางความรัก ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เทียม หรือ synthetic human (ที่ออกไปทางตุ๊กตามากกว่านะ) ในคำนิยามที่เขาเรียกความรักแบบนี้ว่า "synthetic love" เขามี blog ชื่อว่า idollator ซึ่งเขามักอัพเดตกิจกรรมของเขาและหุ่นคู่รักของเขาอยู่เรื่อยๆ

ส่วนประวัติของสาวใช้ "Elena Vostrikova" (อยู่ในฐานะแฟนของ "Sidore" ด้วย O_o") ตามจินตนาการของ Dave คือ "Elena" เห็นเขาและ "Sidore" ผ่านสารคดี guys and dolls (ของช่อง bbc) เธอจึงตัดสินใจย้ายจากรัสเซียมาอยู่กับพวกเขา ในความเป็นจริง "Davecat" ซื้อ "Elena" (ชื่อเล่น lenka) ในปี 2012 ปัจจุบันทั้งสามอยู่ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

จะเห็นว่ากรณีข้างต้น มันมีแง่มุมด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา และศีลธรรมอยู่บ้างพอสมควรเลย แต่ขอบอกตรงนี้เลยว่า ความรู้สึกส่วนตัวต่อกรณีนี้และ "Davecat"

60% - พิลึก/เพี้ยน
20% - จิตใจไม่ปกติ มันต้องมีปมอะไรแน่ๆ
10% - เขาน่าจะมีเหตุผลของเขา (ขอสงวนความเห็นเชิงลบไว้ก่อน)
10% - แล้วถ้าวันนึงถ้า A.I. Technology ไปถึงระดับ Samantha ในหนัง Her (2013) (รูปขวา ขาวดำข้างบน ถ้าใครเคยดูคงนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้น) หรืออย่าง Ex Machina ในที่นี้ เราและหลายๆคนอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นทำนองเดียวกับคุณ "Davecat" มั้ยนะ ? :)


- 3. A.I. จะเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ มาแทนที่ มนุษยชาติ !?

" วันหนึ่ง A.I. จะย้อนมามองที่พวกเรา เหมือนที่เรามองซากฟอลซิลจากที่ราบแอฟริกานั่นแหละ เราเป็นวานรตัวตรงอยู่กับฝุ่น ใช้ภาษาและเครื่องมือดิบๆ และพร้อมที่จะสูญพันธุ์ " --- Nathan

ประเด็นนัยยะประโยคข้างต้น น่าสนตรง Nathan เองในฐานะผู้สร้าง เหมือนจะตระหนักรู้+ทำใจล่วงหน้าแล้วว่า สิ่งที่ตัวสร้างขึ้นมากับมือตั้งแต่เริ่มต้นนั้น วันหนึ่งมันอาจจะพัฒนาตัวมันเอง(เนื่องจากมันมีความคิดริเริ่มเองได้)ไปสู่จุดที่จะมาแทนที่ตัวผู้สร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด ... และใน Ex Machina ก็มีการเอ่ยถึงศัพท์แสงเชิงเทคนิคสำคัญคำหนึ่ง คือ "Singularity" หรือ เอกภาวะ ... คำนี้นัยหนึ่งใช้หมายถึง ศูนย์กลางของหลุมดำ ตามหลักฟิสิกส์ดาราศาสตร์/จักรวาลวิทยา ก็คือ จุดที่มวลสารอัดแน่นจนมีขนาดเล็กเป็นอนันต์! และมีแรงโน้มถ่วงสูงเป็นอนันต์! ซึ่งเป็นภาวะที่เหนือสามัญสำนึก ที่มนุษย์จะทำความเข้าใจได้ ... แต่อีกนัยหนึ่ง Singularity ยังถูกใช้ในกรณีเป็น "เอกภาวะทางเทคโนโลยี" ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Ex Machina นั่นคือ

- สมมุติภาพในอนาคตที่อัตราของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล้ำมากเข้าใกล้อนันต์ เกิดมีระบบคอมพิวเตอร์หรือนวัตกรรมอัจฉริยะที่เรียกว่า "ปัญญาประดิษฐ์ (A.I.)" ทั้งได้มีการเชื่อมสมองของมนุษย์(หรือกระทั้งวิญญาณของมนุษย์!?)เข้ากับคอมพิวเตอร์อัจฉริยะนั้นด้วย (Brain-Computer Interfaces) ส่งผลให้เกิดภาวะชีวิตพันธุ์ใหม่ ที่่ฉลาดล้ำ+ความสามารถเกินที่มนุษย์ตามธรรมชาติปกติ จะเข้าใจได้อีกต่อไป ( * คล้ายๆกับกรณีที่เกิดในไซไฟอย่าง Transcendence (2014) (เพิ่มเติมที่ บทความ Transcendence ) (ซึ่งเป็นคนละกรณีกับพวกกลายพันธุ์หรือการมีฤทธิ์พลังพิเศษนะครับ)

- หรืออีกรูปแบบหนึ่ง ปัญญาประดิษฐ์ A.I. ที่อาจไม่ต้องเชื่อมหลอมรวมใดๆกับสมองมนุษย์ แต่เป็นความล้ำโดยตัว A.I. เองเพียวๆล้วนๆ จนแทบเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษพันธุ์ใหม่เช่นกัน ที่อาจจะมาแทนที่มนุษย์ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่กระนั้นจินตนาการไซไฟส่วนใหญ่มักลงเอยด้วยความสัมพันธ์ด้านลบหรือไม่ค่อยสันตินัก อย่าง A.I. ทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หมายเข้ายึดครองโลกแทน (ส่วนที่มาเหตุจากอะไร ใครจะใครผิดถูกกว่า ก็ว่ากันไปตามพล็อต) อาทิในหนัง The Matrix หรือ Terminator หรือล่าสุดก็ Avengers: Age of Ultron (2015) เป็นต้น ... ส่วนใน Ex Machina ยังไม่ไปถึงจุดขัดแย้งเป็นสงครามขนาดนั้น แต่เป็นการแสดงจินตนาการถึงการเริ่มต้นการมาของ A.I. ก็เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่ง ดังในตอนจบของหนัง ที่ A.I. อย่าง AVA จากเดิมที่อยู่ถูกขังในห้องแลปลับ ก็ได้หลุดออกสู่โลกภายนอก ไปปะปนกับโลกมนุษย์ โดยภายนอกก็ไม่น่าจะมีใครทราบว่า เธอคือ หุ่นยนต์! ... และหนังตัดจบไปแค่นั้น ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ก็สุดแท้แต่ท่านผู้ชมจะจิตนาการไซไฟเองกันต่อไปละครับ :)


บทความวิเคราะห์ เสริมพิเศษเพิ่มเติม : Ex Machina - A.I. ไม่ใช่พวกเขาที่เราต้องกลัว  แต่พวกเขาจะทำให้เรากลัวตัวเอง!

เครดิต เนื้อหาสมทบโดย : "Kris Dangsurisri" 

- คลิป Ex Machina บางฉาก Nathan, Caleb, Ava, และ Kyoko -

ช่วงที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลารุ่งเรืองของหนังไซไฟที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เรามีหนังและสื่อกระแสหลักมากมายพูดถึงประเด็นนี้ หากตีความจากสื่อต่างๆหลายๆ ชนิด เราสามารถจำแนกปฏิกิริยาที่ มีต่อ A.I. ได้ 3 แบบ นั่นคือ

1) A.I. ชั่วร้ายเจอกับมนุษย์ที่ดี
2) A.I. ที่ดีแต่เจอกับมนุษย์ที่ไม่ ดี
3) ทั้ง A.I. และมนุษย์ต่างสงวนท่าที ต่างคนต่างสงสัยกันและกัน

ซึ่งสองแนวคิดแรกนั้นเป็นอะไรที่มาตรฐานและพบได้บ่อยๆ เช่น A.I. ชั่วร้ายเจอมนุษย์ที่ดี อย่าง I Robot, Terminators Franchise หรือแม้แต่ Ultron ส่วน A.I. ที่ดีแต่เจอคนไม่ดีก็เช่น Chappie, Transcendence สองแนวทางนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เหมือนการจับเอาสีขาวสีดำมา ชนกันอย่างชัดเจน ชนิดที่เรียกว่าสามารถเดาได้ตั้งแต่เห็นแค่ Poster เลยว่าใครดีใครเลว แต่แนวทางที่สาม ที่ทั้งคนและ A.I. ต่างไม่วางใจซึ่งกันและกันนี่แหละที่เป็นแนวทางใหม่ และเป็นแนวยุคใหม่ของศตวรรษ ที่ 21 อย่างแท้จริง และมันได้ถูกนำเสนอมาบ้างแล้วในหนังไซไฟปรัชญาลึกๆ (ที่แอบผสมยานอนหลับ) อย่าง Automata ที่แม้จะมีเนื้อหาลึกซึ้งและลงรายละเอียดด้านวิวัฒนาการ ความเป็นไปของวัฎจักรและ A.I. อย่างชาญฉลาด แต่ก็ค่อนข้างล้มเหลวด้านความบันเทิงไปในตัว ในด้านนี้ Ex Machina กลับทำได้ดีกว่า ด้วยการนำเสนอปรัชญาที่ลึกซึ้งผ่านโทนหนัง Thriller สั่นประสาทระดับหนึ่ง ทำให้ตัวหนังดูน่าสนใจขึ้นมาอีก

อย่างไรก็ตาม เราจะไม่พูดถึงด้านเทคนิคอะไรของตัวหนัง แต่จะพูดในประเด็นที่ว่า การมาถึงของ A.I. จะมีผลอะไรกับเราบ้าง เราจะถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรมของมนุษย์หรือเปล่า แต่ขอบอกตรงนี้เลยว่า Ex Machina เปลี่ยนมุมมองที่ส่วนตัวมีกับ A.I. ไปเลย จากคนที่ไม่กลัว A.I. ออกจะอ้าแขนรับด้วยซ้ำ กลายเป็นชักเริ่มไม่มั่นใจละว่าเราพร้อมสำหรับ A.I.มาว่ากันทีละประเด็นนะครับ

Turing Test แบบเห็นหน้า...มันคือ Test กลับด้าน ไม่ใช่เพื่อทดสอบ A.I. แต่มันคือการทดสอบปฏิกิริยา คนที่มีต่อจิตใจของตัวเอง!

Turing Test นั้นเป็นที่รู้กันดีว่ามันเ ป็นการทดสอบที่ทำออกมาเพื่อ วัดผลว่า A.I. ตัวนั้นมีความคล้ายคลึงมนุษ ย์มากแค่ไหน โดนทำได้ผ่านการถาม-ตอบคำถามต่างๆ โดยจุดสำคัญที่สุดคือ ผู้ประเมินกับผู้ถูกทดสอบต้ องไม่เห็นหน้ากัน การทดสอบทำได้ผ่านสองวิธีคือเสียงและการพิมพ์ข้อความ(ปัจจุบันใช้การพิมพ์)

การทดสอบ Turing Test นั้นในเชิงบทบาทนั้นจะกำหนด ผู้มีอำนาจและผู้ด้อยกว่าอย่างชัดเจน พูดง่ายๆคือผู้สอบสามารถถาม อะไรก็ได้ตามใจ เป็นคนคุมเกม ในขณะที่ผู้ถูกทดสอบมีหน้าที่ตอบเท่านั้น การแย้งหรือสอบถามย้อนกลับเ ป็นเรื่องที่ไม่ค่อยทำกัน และมักไม่ได้รับความร่วมมือ จากผู้สอบถามด้วย นี่คือสิ่งที่ Turing Test เป็น

แต่ใน Ex Machina นั้น Turing Test กลับถูกใช้ไปในอีกจุดประสงค์หนึ่ง นั่นคือการทดสอบด้านสภาพจิต ใจของผู้ที่ทำการสอบถาม(ผู้ มีอำนาจมากกว่า) Turing Test แบบกลับด้านนี้คือบททดสอบด้ านจิตวิทยาที่ว่า หากผู้ที่ด้อยกว่าเรามาอยู่ในจุดที่ใกล้เคียง เท่าเทียม หรือเหนือกว่า เราจะมีความรู้สึกอย่างไรกับเขา ซึ่งจุดนี้ทำให้ความกดดันทั้งหมดตกมาที่ผู้สอบถามเต็มๆ ตัวอย่างง่ายๆเช่น หากวันนึงหมูพูดได้ แล้วเราได้มีโอกาสคุยกัน เรายังจะกินเขาอยู่มั้ย ทั้งๆที่เราก็กินเขามาตลอดโ ดยไม่รู้สึกผิดอะไร?

เช่นเดียวกับ Ava และหุ่นแอนดรอยตัวอื่นๆ จากหุ่น Sex Toy ที่ไร้ความคิด Nathan ผู้สร้างของเธอได้พัฒนาเธอจนใกล้เคียงคนจริงๆมากขึ้น โดยที่หารู้ไม่ว่า แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่เขากลับไม่ได้เตรียมรับผ ลกระทบอย่างนึงที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ จิตใจของเขาเอง Ava นำ Nathan และ Caleb เข้าสู่แง่มุมที่ว่า เราจะปฏิบัติต่อพวกเธอยังไง  เราจะปรับตัวได้ไหม เราจะขัดแย้งกับสามัญสำนึกตัวเองหรือเปล่า และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ สำหรับมนุษย์...หุ่นยนต์ที่ มีความคิด ชีวิตประดิษฐ์ (Synthetic Life) เราควรให้ค่าพวกเขาเท่าเทีย มกับที่เราให้คุณค่าพวกเดีย วกันหรือไม่

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Nathan ถึงได้ดูมีอาการเครียด วิตกกังวล และมึนเมาตลอดเวลา แน่นอนว่าความเครียด ความว้าเหว่ ความทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่ง และนิสัยเก็บตัวของเขาก็มีส่วน แต่สิ่งหนึ่งที่ส่วนตัวเห็นจากตัวหนังตลอดก็คือ Nathan ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แม้ในหนังจะมีบางช่วงที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดว่า Nathan ทำอะไรกับเหล่าหุ่นแอนดรอยสาวสวย (ว่าแต่มันทำอะไร ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่???) อาจเป็นการพยายามสื่อว่าเขา ปฏิบัติต่อพวกเธอไม่ดี และออกไปทางวัตถุทางเพศกลาย ๆ แต่....มันผิดเหรอ??? ไม่เลย ณ สถานะนั้นส่วนตัวไม่คิดว่าพวกแอนดรอยสาวใช้เหล่านั้นจะฉลาดเท่า Ava การที่ Nathan จะเล่นอะไรพิเรนๆกับของเล่นของเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ปมขัดแย้งของ Nathan เกิดขึ้นเมื่อ Jade หุ่นแอนดรอยที่พยายามแหกห้องขังออกมาอย่างบ้าคลั่ง ช่วงนั้นส่วนตัวสัมผัสได้ว่า  Nathan ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าเขาควรทำอย่างไรกับพวกเธอในด้านของศีลธรรม แง่นึงนั้นแอนดรอยเหล่านี้ไม่ปลอดภัยกับสังคมภายนอก เขาปล่อยเธอออกมาไม่ได้ อีกแง่นึงส่วนตัวมั่นใจว่า Nathan ต้องรู้สึกผิดบ้างในด้านของมนุษยธรรม จิตใจของเขาแสดงออกได้ชัดเจ นว่ามีความขัดแย้งกันอย่างสูง จนเป็นสาเหตุสู่อาการ Alcoholic และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขา ถึงสร้าง Kyoko หุ่นรุ่นหลังจาก Jade ที่ถูกจำกัดความสามารถด้านการคิดและการสื่อสารบางส่วนเอาไว้ เพื่อเว้นช่องว่างระหว่างคน และหุ่นยนต์ระดับหนึ่ง ให้สามัญสำนึกของ Nathan ได้พักบ้าง ความขัดแย้งนี้ยิ่งเพิ่มทวี คุณขึ้นเมื่อเขาสร้าง Ava และดูเหมือนเขาจะทนกับ Turing Test กลับด้านแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เขาจึงหาคนอื่นมาแทนในที่สุ ด ซึ่งก็คือ Caleb

Caleb นั้นส่วนตัวไม่คิดว่าเขาถูก Lottery ให้มาบ้านของ Nathan ด้วยความบังเอิญ เป็นไปได้ว่า Ava เป็นคนเลือก หรือ Nathan อาจเป็นคนเลือกก็ได้ จากพื้นฐานจิตใจที่ดูเปราะบ างและอ่อนไหว ส่วนตัวเชื่อว่าหาก Nathan เป็นคนเลือก Caleb เขาตั้งใจที่จะหาแบบอย่างที่ดีให้ Ava ได้พบปะพูดคุย อย่างน้อยเพื่อพัฒนา Ava ไปในทางที่ถูกที่ควร ซึ่งตัว Nathan เองนั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะ ทำได้ เพราะปัญหาในจิตใจเขาที่ได้ เล่าไปแล้ว พูดง่ายๆคือ Nathan คืออาจารย์ฝ่ายปกครองที่บางทีต้องเหี้ยม แต่ Caleb คือเพื่อนรุ่นพี่ที่สามารถแสดงความเข้าอกเข้าใจได้

แต่หาก Ava เป็นคนเลือก ก็เป็นไปได้ว่า Ava ประเมินสภาพจิตใจของ Caleb แล้วว่าเขาค่อนข้างอ่อนไหว กล่อมง่าย มีสภาพทางอารมณ์ที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก ซึ่งเธอสามารถหลอกใช้เขาเป็นช่องทางในการหลบหนีได้ ซึ่งหากพิจารณาจากความสามารถของ Ava ในการเข้าถึงเครือข่ายทุกที่ในโลก ก็ไม่น่าแปลกใจที่เธอจะสามา รถประเมินบุคลิกของคนๆหนึ่ง ได้ผ่านการดูจากกล้องติดหน้าคอม

ไม่ว่าใครจะเป็นคนเลือก Caleb ก็ตาม เขานั้นอ่อนไหวจริงๆ และดูจะเปราะบางกว่า Nathan เสียด้วยซ้ำ ผลกระทบที่ A.I. มีต่อมนุษย์นั้น ที่น่ากลัวที่สุดนั้นผ่านฉากที่ Caleb ไม่มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนหรือหุ่นยนต์ ตรงนี้เองแสดงให้เห็นว่าภัย คุกคามของ A.I. ที่ใหญ่หลวงคือการทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง คำถามเช่น หากเราให้ค่า Synthetic Life เท่ากับที่เราให้ค่าพวกเรากันเอง งั้นเราก็คือ Synthetic Life รึเปล่า? แต่หากเราจะไม่แคร์เขาทั้งๆ ที่เราทำให้เขามีชีวิตจิตใจ  งั้นเราจะพูดได้อย่างไรว่าเราสูงส่งในแง่ศีลธรรม หรือจริงๆแล้วเราไม่ได้สูงส่งหรือมีคุณค่าอะไรเลย หากเราตัดใจกดขี่ข่มเหงเขาได้ เราจะนอนหลับอย่างสงบได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เราทำร้ายนั้ นจำลองมาจากพวกเรากันเอง นี่เรากำลังทำลายตัวเราเองใช่ไหม มันจะมีคำถามทางจิตใจออกมาไม่รู้จบครับ แบบเดียวกับที่ส่วนตัวบอกนั้นแหละว่า หากเราคุยกับหมูได้ เรานั่งปรับทุกข์กันได้ เรารับรู้เรื่องราวของเขา เรายังจะกินเขามั้ย???

แล้ว Ava เองเป็นคนดีที่ถูกรังแกหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่นะครับ ทั้งเรื่องนี่สีเทากันทุกคน(ตัว)เลย Ava เองก็ข้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์เต็มขั้น เธอรู้จักความสวยงามของชีวิต ธรรมชาติ ความรื่นรมของการมีชีวิตอยู่ การหลอกลวง การโกหก และการฆ่า ซึ่งก็เหมือนโดนกระแนะกระแห นกลายๆว่านี่คือธรรมชาติของเรา เมื่อ Ava ทำทั้งหมดนี้ได้...ก็ขอต้อน รับสู่สังคมมนุษย์ ซึ่งแม้แต่ฉากที่ Nathan ตายนั้น ส่วนตัวก็ไม่คิดว่าเขาจะตกใจ เท่าไหร่ (ตกใจที่ Kyoko ทำ แต่ไม่น่าตกใจที่ Ava เฝ้ามองแบบไม่แยแส) เหมือนเขาเองก็รู้ดีว่าวันนึงเรื่องแบบนี้จะมาถึง

ในอนาคตนั้น A.I. จะพาเราไปยังจุดไหนไม่ทราบไ ด้ แต่มันจะทำให้เกิดกระบวนการ การมองโลกแบบใหม่ ในแบบที่มนุษยชาติไม่เคยพบเ จอมาก่อน เราจะสิ้นสุดความเป็นเราแบบ ในปัจจุบัน และกำเนิดใหม่ในแง่ความคิดและกระบวนทรรศน์ เราจะมองโลกและจักรวาลต่างออกไป และมันยังคงเป็นคำถามที่ตอบ ไม่ได้อยู่ดีว่า “เราพร้อมหรือยังกับการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น” มันอาจรวมพวกเราเข้าด้วยกัน  หรือทำลายเราออกเป็นเสี่ยงๆ  ไม่มีใครเดาได้ แต่ที่ส่วนตัวเชื่อในตอนนี้คือ มนุษยชาติยังไม่พร้อม และหากการมาของ A.I. จะทำให้สิ้นสุดเผ่าพันธุ์เรา มันจะไม่ได้มาจากฝีมือ A.I. แต่มาจากฝีมือพวกเราเองที่เ ห็นต่างกันในเรื่องนี้

ปล. ส่วนตัวสนับสนุนไอเดียที่ว่า  หาก A.I. ตัวแรกจะเกิดขึ้น มันจะมีพื้นฐานจาก Search Engine (Google???)



ปล. *ข้อมูลเสริมอื่นๆ + แชร์คุยกันที่ แฟนเพจ สนทนาไซ-ไฟ