คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



Forbidden Planet (1956) : เรื่องย่อ/รีวิว
Director: Fred M. Wilcox
Writer: Cyril Hume, Irving Block (based on a story by play "The Tempest" of William Shakespeare)
Stars: Walter Pidgeon, Anne Francis, Leslie Nielsen

*ระดับความ "สปอยล์" บทความนี้ = สูง!


* การสปอยล์ ทั้งหมดล่างนี้ ถึงจะเผยให้รู้เนื้อหาสำคัญพอควร... แต่ขอแนะนำเลยครับว่า ถ้ามีโอกาสคอไซไฟสมควรต้องหามาเสพเต็มๆอีกที ดูฉากบรรยากาศ และลูกเล่นพล็อตเนื้อเรื่องย่อยๆอื่นๆในหนัง แล้วจะพบว่ามันล้ำเลิศมาก ถือว่าเป็นอีกไซไฟคลาสสิคเก่าเก็บขึ้นหึ้ง ที่ไม่ควรพลาด อีกหนึ่งเรื่องในชีวิต!

ในศตวรรษที่ 23 ยุคที่ค้นพบการเดินทางในอวกาศแบบเร็วกว่าแสง! ได้แล้ว ทำให้มนุษยชาติเดินท่องไปสำรวจอวกาศอันไกลโพ้นได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทั้งได้ยึดครองดาวว่างเปล่าต่างๆมาเป็นอาณานิคมของโลกมากมาย และโลกก็เรียกตัวเองว่า "United Planet"

และหนึ่งในภารกิจสำรวจอวกาศ ท้องเรื่องก็มี ยานอวกาศ C-57D กับภารกิจค้นหาคณะลูกยานของยานอวกาศ Bellerophon อันถูกส่งไปสำรวจดาวอันไกลโพ้นที่ชื่อดาว "Altair IV" ก่อนหน้านี้ และก็ได้หายสาบสูญลึกลับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทั้งขาดสัญญาณการติดต่อใดๆกลับสู่โลกอีกเลย เมื่อยาน C-57D มาถึงดาว Altair IV ก็เกิดมีสัญญาณเสียงลึกลับติดต่อมา แจ้งว่าเสียงนี้คือ "Dr.Morbius" อันเป็นหนึ่งในลูกยานชุดก่อนที่หายสาบสูญไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วนั้นเอง Dr. Morbius แจ้งว่าที่นี่ไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆจากโลกทั้งสิ้น และเตือนอีกว่า อย่าได้ลงจอดยานบนดาวดวงนี้เป็นอันขาด และไปจากดาวนี้ซะ เพราะเขาจะไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยใดๆได้ แต่ทางผู้บังคับบัญชาสูงสุดของยาน C-57D ซึ่งมีนามว่า "Adams" ก็ปฏิเสธ และยังยืนกรานที่จะดำเนินการลงจอดต่อไป ด้วยจำต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา

- ดาว Altair IV ถึงเวิ้งว้าง แต่มีสภาพแวดล้อมภูมิประเทศใกล้เคียงโลกมาก ไม่ว่าอากาศ อุณหภูมิ แรงโน้มถ่วง รังสีต่างๆ ฯลฯ มนุษย์เราสามารถอาศัยอยู่ได้เลย โดยไม่ต้องใช้ชุดอวกาศช่วยหรือป้องกันใดๆ -

และเมื่อยาน C-57D ลงจอดบนดาว Altair IV เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จู่ๆก็มีพาหนะเป็นรถลึกลับ มาถึงบริเวณที่ยานจอดอยู่ และพบว่าผู้ขับเป็นหุ่นยนต์ประหลาดชื่อว่า "Robby" และแล้วหุ่นยนต์ก็ได้เชิญตัวแทนของยาน C-57D ไปสู่ที่พำนักหรือบ้านของ Dr. Morbius โดยผู้ที่ขึ้นรถไปก็มี Adams พร้อมผู้ติดตามอีก 2 คน คือ "Farman" และ "Ostrow" เมื่อหุ่น Robby นำพวกเขาไปถึงที่บ้านของ Morbius แล้ว ท่านกลางสิ่งแวดล้อมอันว่างเปล่านั้น แต่พบว่าตัวบ้านทันสมัยมีอุปกรณ์นวัตกรรมล้ำๆอย่างเหลือเชื่อ มาถึงแล้วก็มีต้อนรับกันปกติดี โดย Morbius ได้เผยเล่าว่า... ณ พื้นที่ดาวแห่งนี้มี พลังลึกลับ!บางอย่าง อาจเป็นเชื้อโรค ซึ่งได้ฆ่าชีวิตทีมยานBellerophon ของเขาเกือบทั้งหมด ด้วยกระบวนการที่ประหลาดมาก นั้นคือ จู่ๆก็ทำให้ร่างพวกเขาสลายกลายเป็นไอ! ส่วนคนรอดชีวิตก็มีแต่ เขา ภรรยา และลูกสาววัยแรกรุ่น นามว่า "Altaira" (คาดว่าเธอคงเกิดทีหลัง และโตที่ดาวนี้) โดยเวลาต่อมา ภรรยาของเขาก็ดันตายไปแต่เป็นไปตามธรรมชาติ (แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตายแบบไหนด้วยเหตุอะไร) ณ ตอนนี้บนดาวดวงนี้จึงมีเหลือแต่เขาและลูกสาวเท่านั้น และ Morbius ก็คิดว่าที่ครอบครัวเขารอดมาได้นี้ คงน่าจะเพราะด้วยร่างกาย/สายเลือด ตระกูลของเขาอาจมีภูมิคุ้มพิเศษกันบางอย่างต่างจากคนอื่น... เหตุนี้เอง Morbius จึงเกรงจะเกิดอันตรายกับทีมงานของยาน C-57D ด้วย... และในช่วงเวลาระหว่างเดียวกันนั้นที่ Altaira ออกมาพบหนุ่มๆทั้ง 3 นั้น เธอก็แสดงอาการสนใจพวกเขาเป็นพิเศษ ก็ด้วยการใช้ชีวิตของเธอ ณ ที่แห่งนี้ เธอก็มีแต่พ่อเธอคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยได้พบมนุษย์คนอื่นๆมาก่อนเลย... ส่วน Adams กับ Farman ทั้งคู่ก็เกิดแอบปิ๊งในตัว Altaira เนื่องจากเธอสะสวย-เซ็กซี่ (ก็มีเพียง Ostrow ที่สงวนท่าที) (ท้องเรื่องจึงเกิดกรณีเป็นรักสามเส้าเล็กๆ)... และแล้วได้เวลาอันควร ทั้ง 3 Adams, Farman และ Ostrow ก็ถูกส่งตัวกลับไปยังยาน ก็ต้องไปคิดต่อว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรดี ด้วยภารกิจของเขานอกจากสำรวจเก็บข้อมูลดาวนี้แล้ว ก็ควรต้องกลับโลกพร้อมกับ Morbius ด้วย แต่ท่าทีของ Morbius ดูเหมือนปฏิเสธแน่ๆ... ทีมยาน C-57D ก็ได้แต่ตั้งค่ายพักชั่วคราวไปก่อน ก็ตรึงสถานะการณ์ต่อไป

- บ้านอันโดดเดี่ยวของ Dr. Morbius -

หลังจากนั้นในคืนต่อมา ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด อุปกรณ์บางส่วนบนยาน C-57D มีร่องรอยถูกทำลายเสียหาย ถัดจากนั้นวันต่อมาสถานะการณ์ก็ดึงเครียดไม่ชอบมาพากลยิ่งขึ้น ด้วยมีลูกยานคนสำคัญตาย!ไปหนึ่งคน เป็นหัวหน้าวิศวกรนาม "Quinn" พบเบาะแสเบื้องต้นว่า เป็นฝีมือผู้บุกรุกประหลาด แต่ไม่มีใครได้เห็นตัวแต่ประการใด (ทั้งที่มีการเฝ้าเวรยามตลอด) Adams และ Ostrow จึงเดินทางไปพบ Morbius แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทราบ แต่ Morbius ก็ไม่มีความเห็นใดๆ ได้แต่บอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย และเขาก็เคยเตือนแล้ว... และในระหว่างนั้น Morbius ได้พาทั้ง 2 ไปชมห้องแลปลึกลับ! อันเป็นห้องนวัตกรรมของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาล้ำเลิศเผ่าหนึ่ง ที่เรียกว่า มนุษย์ต่างดาวเผ่า "Krell" (ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขารูปร่างหน้าตาอย่างไร)... Morbius เผยว่าเขาพบเบาะแสหลักฐานบางประการ ที่บ่งบอกว่า พวก Krell สูญพันธุ์อย่างลึกลับเมื่อ สองแสน! ปีที่แล้ว... และ Morbius ได้โชว์อุปกรณ์พิเศษบางอย่างที่เขาเรียกว่า "Plastic Educator" เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษมาก ทั้งสามารถใช้วัดสติปัญญา รวมทั้งเพิ่มสติปัญญาให้สูงขึ้นได้อีกต่างหาก โดย Morbius เล่าต่อว่าเมื่อครั้งแรกที่เขาใช้มัน ส่งผลปฏิกิริยาให้เขาเกือบไม่รอดชีวิต แต่พบว่าตัวเขาเองมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เขาสามารถเรียนรู้ภูมิปัญญา/วิทยาการต่างๆของพวก Krell ที่มีข้อมูลเก็บไว้มากมายในห้องแลปนั้น เขาจึงสามารถสร้างหุ่นล้ำๆอย่าง Robby และนวัตกรรมอัศจรรย์ต่างๆขึ้นได้ดังที่เห็นในบ้านของเขา... จากนั้น Morbius ก็ยังนำ Adams และ Ostrow ไปเยี่ยมชมอีกห้องใต้ดินที่มีความลึกลับน่าพิศวงยิ่งขึ้นไปอีก มันเป็นห้องที่มีโครงสร้างเครื่องจักรขนาดมหึมาอลังการมาก มันกินพื้นที่ถึงประมาณ 30 กิโลเมตร! และเป็นเครื่องจักรที่ยังคงทำงานขับเคลื่อนอยู่ด้วยพลังสูงถึง 9,200 thermonuclear (เกี่ยวกับปฏิกิริยานิวเคลียร์ความร้อน) แต่ก็ไม่รู้ว่าขับเคลื่อนเพื่ออะไร/ได้ผลออกมายังไง?... เห็นดังนี้ Adams จึงอยากได้ภูมิปัญญาของพวก Krell จาก Morbius กลับไปค้นคว้าต่อที่โลก(ก็เป็นการชวน Morbius กลับโลกไปพร้อมกันในตัว) ด้วยเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ช่วยพลิกโฉมโลกในหลายๆด้าน แต่ Morbius ก็ปฏิเสธ โดยอ้างว่าอาจมีความเสี่ยงอันตรายเกินไป หากภูมิปัญญา/เทคโนโลยีอันล้ำมากระดับนี้ ไปอยู่ในมือมนุษยชาติก่อนเวลาอันเหมาะสม

- ห้องใต้ดิน เครื่องจักรขนาดยักษ์ของเผ่า Krelll -

สืบจากกรณีความเสียหาย+ทั้งการตายของ Quinn ที่เกิดขึ้นที่ยาน C-57D... ผู้บังคับบัญชา Adams จึงได้สั่งการให้มีการจัดตั้งรั้วกำแพงสนามพลังพิเศษ(Force Field) ล้อมรอบยานไว้ (รั้วสนามพลังนี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่หากมีอะไรผ่าน ไม่ว่าวัตถุสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิต ปะทะผ่านรั้วนี้แล้ว ก็จะเป็นสะกัดกั้น มีการช็อตเกิดเป็นสะเก็ดแสงทำนองไฟฟ้าซ๊อต)... ทีมงานเฝ้าระวังจับตาดูตลอดทั้งคืน และคืนนั้นเองก็พลันได้เห็นด้วยตากันทุกคนว่า ตัวประหลาดที่มองไม่เห็นนี้ ได้เข้าปะทะรั่วสนามพลังจนเกิดปฏิกิริยาเป็นสะเก็ดไฟฟ้า แต่ปรากฏออกมาแค่พอให้เห็นเป็นรูปร่างเชิงเส้นโครงร่างเท่านั้น มันมีรูปลักษณ์เป็นสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่มาก(รูปร่างคล้ายๆสิงโตยักษ์) และเมื่อทีมงานระดมยิงด้วยอาวุธแสงเลเซอร์พิเศษแล้ว ก็เหมือนมันจะไม่ระคายเคืองเลยแม้แต่น้อยก็ได้แค่สกัดไว้ไม่ให้รุกคืบผ่านมาได้ และระหว่างที่ระดมยิง/ต่อสู้ต้านทานอยู่นั้น มันก็ได้ฆ่าลูกยานไปอีก 2 คน รวมทั้งถัดมาอีกไม่นานนัก ก็ได้ฆ่า Farman ตายไปด้วยอีกคน (*ซึ่งก่อนหน้านี้ วันก่อนนั้น... Farman ได้แอบพูดคุยเชิงชู้สาว ทั้งกอดจูบ Altaira)... แต่ด้วยการระดมยิงอย่างหนักต่อเนื่อง ไม่นานนักพบว่าสัตว์ประหลาดก็หายตัวไปเองดื้อๆ... และ ณ ขณะช่วงเวลาคืนเดียวกันนี้อันได้เกิดเหตุสัตว์ประหลาดไร้ตัวตนฆ่าลูกยาน C-57D และฆ่า Farman ไปนั้น ทางฝั่งของ Dr. Morbius ที่กำลังหลับอยู่ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกรีดร้องอันดังของลูกสาว Altaira ด้วยเธอฝันเห็นสัตว์ประหลาดฆ่า Farman

- เผยโฉมสัตว์ประหลาดไร้ตัวตน ลึกลับ -

เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว Adams และ Ostrow จึงได้รุดไปพบ Morbius อย่างเร่งด่วน แต่กลับพบว่า Morbius ปิดบ้านไม่ต้อนรับเสียแล้ว ด้วยหุ่น Robby ปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ แต่บังเอิญ Altaira ออกมาต้อนรับจึงให้ผ่านเข้าไปได้ และระหว่างนั้นเอง Ostrow ได้แอบเข้าไปให้ห้องแลปทั้งใช้เครื่อง Plastic Educator ผลคือเขาก็เกิดอาการเจ็บปวดสาหัสปางตาย Ostrow ดิ้นรนพาตัวเอง(+หุ่นRobbyช่วยอุ้ม) ออกมาพบ Adams และอธิบายว่าแท้จริงเครื่องจักรยักษ์ลึกลับของพวก Krell นั้น สามารถประมวลผลสร้างตัวตนอะไรก็ได้ให้เกิดขึ้นมาจริงๆ อันมาจากจินตนาการหรือความนึกคิด!ของผู้เชื่อมต่อกับเครื่อง Plastic Educator, Ostrow ในสภาพอ่อนเพลียก่อนสิ้นใจตายไม่นาน! ก็ทิ้งทวนต่อว่า แท้จริงพวก Krell น่าจะผิดพลาดทางเทคนิคไปอย่างหนึ่ง นั่นคือ เครื่องจักรยังสร้างสิ่งที่เกิดจาก จิตใต้สำนึก(อันควบคุมไม่ได้) หรือ "Id" (*หลักจิตวิทยาของ ซิกมันด์ ฟรอยด์) ได้ด้วยอีกต่าง นั้นหมายถึงถ้า Id ชั่วร้ายก็จะปรากฏออกมาเป็น สัตว์ประหลาด! ไม่พึงประสงค์ได้ (Monster from the Id !)... Adams เก็ทในทันทีว่า แท้จริง สัตว์ประหลาดลึกลับที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากจิตใต้สำนึกของ Morbius เอง และนี่ก็คือต้นเหตุการตายของทีมลูกยามBellerophon เพื่อนร่วมงานของเขาในอดีต รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับยาน C-57D ล่าสุดด้วย... แต่ Morbius ก็ปฏิเสธ ไม่คิดว่ามันจะเป็นเช่นนั้น อาจเป็นสิ่งอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับตัวเขาเลยก็ได้้

การโต้แย้งดำเนินไป จนไปถึงจุดหนึ่งของการสนทนาอันเกี่ยวโยงกับตัว Altaira เอง เธอได้สารภาพว่าเธอมีใจให้ Adams ด้วย และก็อยากไปที่โลก ซึ่งทำให้ Morbius ผู้พ่อไม่สบอารมณ์นัก... ทันใดนั้นเอง หุ่น Robby ก็แจ้งว่าตรวจพบสัญญาณบางอย่าง กำลังบุกรุกเข้ามา และแล้วก็มีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเช่นกัน พังบ้านเข้ามาจริงๆ... Morbius, Altaira และ Adams จึงพากันหนีเข้าไปในห้องแลป สัตว์ประหลาดก็ยังบุกพักเกราะประตูอันแข็งแกร่งหลายชั้นเข้ามาจนได้ (เกิดความร้อนละลายประตู) ในห่วงแห่งความระทึกจนตรอกแล้วนั้น Morbius จึงวิ่งไปที่ประตูปะทะกับสัตว์ประหลาดที่มองไม่เห็นตัวนั้น เขาตะโกนทำนอง "บอกพอที เขายอมแพ้แล้ว!" แล้วเขาก็เกิดอาการเจ็บสาหัส ร่างทรุดลง จนต้องยอมรับความจริงในที่สุดว่า สัตว์ประหลาดไร้ตัวตนนั้น มันเกิดจากจิตใจใต้สำนึก หรือ ID ของตัวเขาเอง (สัตว์ประหลาด/สถานะการณ์ก็สงบลง) และในภาวะอ่อนเพลียใกล้สิ้นสติ Morbius ก็ได้บอกให้ Adams ทำบางอย่างตามที่เขาจะสั่งโดยด่วน โดยให้ไปกดสวิชต์บางจุดในห้องแลปนั้น และสั่งให้ทั้ง Adams และ Altaira รีบหนีออกไปให้ไกลห่างจากห้องนี้อย่างน้อย ร้อยล้านไมล์! ภายใน 24 ชม.นี้้... สิ้นคำแล้ว Morbius ก็ขาดใจตาย ณ บัดดล

Adams และ Altaira รวมทั้งหุ่น Robby กลับมาสู่ยาน C-57D และยานก็ทะยานออกสู่ห้วงอวกาศ และแล้วดาว Altair IV ก็ได้ระเบิดเป็นจุนต่อหน้าต่อตาลูกยานทุกคน Altaira เองก็เศร้าสลดเป็นอย่างยิ่ง... ยาน C-57D ก็มุ่งหน้ากลับสู่โลกต่อไป... จบ

* เสริมกรณี Id / Ego / Super Ego
เครดิตข้อมูลจาก : https://www.gotoknow.org/posts/503411

หลายคนคงเคยได้ยินคุ้นเคยคำว่า "อีโก้" กันมาบ้างแล้ว เพื่อนของเรา หรือ คนรอบข้างของเราบางคนอาจจะเคยถูกกล่าวถึงว่าเป็นคนที่มี "อีโก้สูง" จนบางครั้งเรามีความรู้สึกคล้อยตาม และคิดเดากันไปเอกว่า อีโก้ นั้นน่าจะมีความหมายในทิศทางที่เป็นเชิงลบอย่างแน่นอน บางคนก็คงคิดว่า คำว่า อีโก้ น่าจะหมายถึง ความเห็นแก่ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วความหมายที่แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทยแบบตรงๆตัว นั้นมีความหมายว่า "ความถือตัวเองเป็นสำคัญ" ซึ่งหลายคนก็นำไปตีความหมายว่า น่าจะหมายถึง ความเย่อหยิ่ง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้ให้คำนิยาม ของคำว่า อีโก้ ว่า เป็นผลที่ได้จากการตกลงกันของ "อิด" และ "ซุปเปอร์อีโก้" พอมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตวิทยามา หรือศึกษามานานจนลืมไปแล้ว คงสงสัยว่า 2 คำนี้มีความหมายเกี่ยวโยงอย่างไรกับ คำว่า "อีโก้" เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จะขอสรุปความหมาย ของทั้ง 3 คำ อันได้แก่ อิด , ซุปเปอร์อีโก้ และ อีโก้ ไว้ด้านล่างพร้อมทั้งตัวอย่างในช่วงสุดท้าย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจความหมายและการใช้งานอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

อิด ( Id ) คือ สิ่งที่เป็นความต้องการในส่วนลึกของจิตใจ หรือเรียกง่ายๆว่า สัญชาตญาณดิบ

ซุปเปอร์ อีโก้ (Superego) คือ ลักษณะคุณธรรม, จริยธรรม, ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเพื่อใช้เป็นตัวป้องกันไม่ให้เกิด อีโก้ ที่ไม่พึงประสงค์

อีโก้ ( Ego ) คือ ผลที่ได้จากการตกลงกันของ "อิด" และ "ซุปเปอร์อีโก้"

ขอยกตัวอย่างคลาสสิก เรื่องการได้มาซึ่งผลการสอบที่ดีแล้วกันครับ

อิด : อยากได้คะแนนสอบดีๆ จัง จะได้เกรด A อย่างนี้ต้องลอกข้อสอบคนที่ได้อันดับ 1 ซะแล้ว

ซุปเปอร์อีโก้ : การลอกข้อสอบไม่ดีหรอก สังคมไทยไม่ยอมรับการทุจริตแบบนี้ ยิ่งถ้าถูกจับได้ ได้อายกันทั้งโรงเรียน

อีโก้ : ตั้งใจอ่านหนังสือสอบดีกว่า ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ขอให้เพื่อนที่เก่งๆสอนก็ได้ ถ้าตั้งใจจริงเราทำได้อยู่แล้ว


ส่งท้าย : สำหรับ Forbidden Planet (1956) หนังยุค50! ก็ถือว่าเก่าเก๋ามากกกกก (( เก่ากว่าตำนานอย่าง 2001: A Space Odyssey (1968) อีก )) หลายคนยังไม่เกิด :) แต่ใครจะไปนึกว่า พล็อตเรื่องคิดออกมาได้ล้ำลึกขนาดนั้น และเทียบกับสมัยปัจจุบันก็ยังไม่ตกยุคแต่ประการใด (ในแง่การคิดพล็อตแล้วหนังรุ่นใหม่ๆหลายเรื่อง เทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ก็เรียกว่า ชั้นครู) ...ส่วนในแง่โปรดักชั่น รูปแบบ/การออกแบบ เทคนิคฉาก เอฟเฟคต่างๆ ฯลฯ ยุคนั้นทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา บางองค์ประกอบย่อยๆอาจดูล้าสมัยไปบ้าง แต่โดยรวมก็ยังคงดูล้ำสมัยอยู่นั่นเอง (โดยเฉพาะห้องเครื่องจักรขนาดยักษ์ของชาว Krell)

และสำหรับแก่นไอเดียที่น่าสนใจมาก อันเป็นปมของเรื่องทังหมด ก็คือ เครื่องจักรขนาดยักษ์ที่สัมพันธ์มีปฏิกริยากับจิต (อิด) ดังทราบไปแล้วในเรื่องย่อข้างต้น อันสามารถประมวลผลให้ปรากฏออกมาเป็นสัตว์ประหลาดเป็นตัวตนให้คุณให้โทษอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็ถือว่ายังเป็นไอเดียไซไฟที่สร้างสรรค์ได้บรรเจิดมาก และใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังธรรมชาติบางอย่าง (หรือกระทั่งระบบจักรวาลทั้งปวง) แท้จริงมีกลไกการประมวลผล ทำนองเครื่องจักรของเผ่าต่างดาวลึกลับเผ่า "Krell" ในท้องเรื่อง ...อันสื่อนัยมุมหนึ่งว่า บางทีโลกจะเป็นเช่นใด ก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตของมนุษยชาติโดยรวมด้วยส่วนหนึ่ง... จิต (โดยเฉพาะจิตใต้สำนึกลึกๆอย่าง Id หรือ Ego / Super Ego ก็ตาม) มีความสัมพันธ์กับความเป็นของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างแยกจากกันไม่ได้ มองมุมนี้ก็หาไม่ใช่แนวคิดเพ้อฝันเกินไปแต่อย่างใด เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่า ธรรมชาติล้วนเชื่อมโยงกันไม่มากก็น้อยแล้วแต่ปัจจัยเงื่อนไข หรือแม้แต่การเชื่อมโยงกันระดับจักรวาล! และสิ่งที่เรียกว่าจิต/เจตจำนง หรือจิตใต้สำนึก/เหนือสำนึก ฯลฯ ก็ยังเป็นอะไรที่ลึกลับ

- แถมดูเล่น คลิป Outtakes + Deleted Scenes คัลท์ๆ :) -



ปล. *ข้อมูลเสริมอื่นๆ + แชร์คุยกันที่ แฟนเพจ สนทนาไซ-ไฟ