คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



Equals(2016) : ฝ่ากฎล้ำ โลก(อนาคต)ห้ามรัก!

กำหนดเข้าฉายไทย : 12 พฤษภาคม 2559
Director: Drake Doremus
Writers: Drake Doremus (story by), Nathan Parker (screenplay)
Stars: Kristen Stewart, Nicholas Hoult, Guy Pearce


โลกอนาคต! หากมนุษย์ทุกคนถูกดัดแปลงยีนส์! เพื่อจำกัดความรู้สึก ชีวิต-สังคมจะมีรูปแบบอย่างไร ?

-- ตัวอย่าง ภาพยนตร์ "Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก" --

คอนเซ็ปต์โครงเรื่องเบื้องต้น ในภาพยนตร์ "Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก" : หากใครมีความรู้สึกหรือภาวะอารมณ์ใดๆเกิดขึ้นมากเกินไป ก็ประหนึ่ง คนเป็นโรคร้าย! โลกยุคนั้น(ในท้องเรื่อง)จะเรียกอาการของพวกเขาว่า SOS – Switched on Syndrome ไม่มีใครอยากมีอาการนี้ เพราะจะถูกจับส่งไปอยู่ที่ The Den สถานบำบัดสำหรับคนเป็น SOS อันเป็นที่ที่เมื่อถูกส่งไปแล้ว มักไม่ได้ถูกส่งกลับออกมา !

แต่เมื่อ "ไซลัส" (นิโคลัส ฮอลท์) และ "นีอา" (คริสเตน สจ๊วร์ต) สองหนุ่มสาว เกิดอาการ SOS แม้จะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่ด้วยมิอาจฝืนความรู้สึก ลึกๆข้างใน ทั้งสองกลับไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้แม้แต่เพียงเสี้ยววินาที ทั้งคู่จะต้องเลือกระหว่าง การเข้ารับการรักษา เพื่อให้หายจากอาการนี้ ได้กลับไปเป็นคนธรรมดาเหมือนเหมือนคนทั่วๆไป หรือจะสู้ทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาเอาความรู้สึกที่โลกเคยเรียกว่า "รัก"! ให้คงอยู่ต่อไป ... ก็ถือภาพยนตร์ไซไฟโรแมนติก ที่น่าจะให้แง่มุมได้ฉุกคิด เกี่ยวกับ อารมณ์/สัญชาตญาณของมนุษย์โดยเฉพาะกรณี ความปรารถนาทางอารมณ์ในเชิงความรัก(และความใคร่)

* ท้องเรื่อง ทางออกของการเจริญพันธุ์ ถึงห้ามรัก ก็มีการผสมเทียมได้ และ ผู้หญิงทุกคนก็มีคิว ตั้งครรภ์ ตามกำหนด ... (ดูหนังเรื่องนี้ อดมโนไม่ได้ว่า คือ สังคมยุคแรกของ ชาววัลแคน ใน ‪‎Star Trek‬ นี่เอง ^^) ... ฉากรวมๆ ชีวิตผู้คนก็สุขสบายดีนะ ทุกคนทำงาน มีสวัสดิการ สะอาดปลอดภัย สะดวกสบาย ไฮเทค แทบทุกอย่าง รัฐจัดให้หมด ... เพียงแต่ดูผู้คนจะค่อนข้างไร้ชีวิตชีวาสีสันกัน(เกือบๆเป็นหุ่นนยนต์) แต่กระนั้นก็ยังมีความคิดสร้างสรรค์ได้อยู่ โดยเหมือนทางการจะส่งเสริมให้จินตนการถึงอวกาศกันเป็นหลักเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อค้นหาความหมายของชีวิต ทีมาของชีวิต และความลับที่อยู่ข้างนอกอวกาศนั่น --- ก็น่าพิจารณาอีกว่า แล้วเราจะโอเคกันไหม ถ้าอนาคต รัฐ ให้สวัสดิการเพียบพร้อมแทบทุกอย่างไม่ต้องดิ้นอะไรมาก แต่ต้องจำกัด อารมณ์โดยเฉพาะ รัก(อารมณ์เพศ) และอยู่ในกรอบพื้นที่ในการควบคุมดูแลโดยองค์กรเกือบทั้งชีวิต


ที่ผ่านมา ก็เคยมีภาพยนตร์ไซไฟโลกอนาคตหลายๆเรื่อง ได้สะท้อนกรณี พฤติกรรมมนุษย์/เชิงสันดานสัญชาตญาณอันไม่พึงประสงค์มากมายนั้น ล้วนมาจากภาวะอารมณ์ต่างๆ ประหนึ่งเป็นโรค! (แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกทีเรียกว่า "รัก" ก็ตาม)... จึงต้องหาวิธีเยียวยา โดยเฉพาะด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์/การแพทย์/จิตเวช อาทิ การตัดต่อยีนส์-DNA, กลไกเคมีไฟฟ้าในสมอง ฯลฯ หรือวิธีการเชิงสังคมช่วยสมทบ เช่น กฎหมายควบคุม หรือปลูกฝังความคิดผ่านระบบสังคมต่างๆ อย่างระบบการศึกษา ขนบวัฒนธรรม-ค่านิยม ฯลฯ (*ในโลกความเป็นจริงเชิงศาสนาต่างๆก็เพ่งเล็งและมีส่วนร่วมกรณีนี้ไม่น้อย กับกรณีการอบรมเพื่อควบคุมอารมณ์) ... แต่ภาพยนตร์แทบทุกเรื่อง มักลงเอยสื่อมุมมองออกมาแนวทางเดียวกันว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีใดๆก็ตาม ถ้าหากมีการควบคุมสุดโต่งเกินไป ล้วนไม่ได้ผลและมักจะมีปัญหาข้างเคียงตามมา ทั้งเกิดภาวะผันผวนทางพฤติกรรมและก่อความวุ่นวายทางสังคมตามมาในที่สุดอยู่นั่นเอง

ภาพยนตร์บางเรื่องยังสะท้อนนัยกรณีการจำกัดควบคุมอารมณ์นั้น หมายถึงการลดคุณค่ามนุษย์ให้กลายเป็นประหนึ่งแค่เครื่องจักรไร้ชีวิตจิตใจ แบบกลายเป็นพวกรอรับคำสั่งให้ทำอะไรก็ได้ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง(คือการทำให้ เป็นทาส! ทางอ้อมดีๆนี่เอง) ด้วยแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องของเจตนาดีเพื่อความสุขของมวลมนุษย์ทุกหมู่เหล่าแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องของประเด็นทางชนชั้น การใช้อำนาจ ลับ ลวง พราง จากฝ่ายปกครอง(อันสามานย์) ที่ต้องการจะควบคุมจำกัดสิทธิเสรีภาพอันพึงมีของคนหมู่มาก มากกว่าที่จะเป็นการเคารพในสิทธิคุณค่าของความเป็นมนุษย์

ตัวอย่างในภาพยนตร์ The Island (2005) โลกอนาคตมีการใช้วิธีโคลนนิ่งมนุษย์และควบคุมปรับแต่งพันธุกรรมบางส่วนตั้งแต่แรกด้วยในตัว เพื่อให้มีชีวิตพฤติกรรมไปตามที่ถูกกำหนด แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ผล


หรือภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิกอย่าง THX 1138 (1971) ก็สะท้อนให้เห็นบรรยากาศมนุษย์ในโลกอนาคตถูกจำกัดพื้นที่ ปิดกั้นการเข้าถึงสื่อต่างๆ ทั้งปลูกฝังความคิดความเชื่อต่อการควบคุมอารมณ์โดยเฉพาะ ความรัก ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเลยทีเดียว ... ก็เพื่อให้ทุกคนได้ทุ่มเทชีวิตรับใช้การทำงาน ให้กับระบบสายพานผลิตเชิงธุรกิจอุตสาหกรรมไปตลอดชีวิต! ชีวิตผู้คนที่อยู่ในการควบคุมนั้น แง่มุมหนึ่งจึงไม่ต่างการถูกทำให้กลายหุ่นยนต์ แต่สุดท้ายก็มิอาจฝืนความเป็นมนุษย์ลึกๆไปได้ จึงลงเอยที่ย่อมมีบางคน คิดดิ้นรนหาทางปลดแอกตัวเองสู่อิสรภาพ ( * สนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ THX1138 X คลิกที่นี่ )


หรืออีกภาพยนตร์ที่สะท้อนเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ เพื่อผลเชิงระบบการเมืองการปกครอง การควบคุมมวลชนทั้งปวง ให้อยู่ในโอวาทและกฏระเบียบที่กำหนดจากรัฐส่วนกลาง อย่างเรื่อง Equilibrium (2002) ก็สื่อออกมาได้น่าพิจารณา มีการจำกัดการเข้าถึงสื่อที่เกี่ยวกับการกระตุ้นอารมณ์ทุกชนิด อาทิ สื่อเชิงศิลปะ ดนตรี หรือแม้การอ่านหนังสือวรรณกรรม ก็ถือเป็นสิ่งต้องห้าม ทั้งยังมีการบังคับให้ใช้ยาเพื่อช่วยระงับอารมณ์สมทบต่างหาก ... ซึ่งเหมือนจะได้ผลระยะหนึ่ง ประชาชนอยู่ในโอวาทของรัฐปกติเรียบร้อยดี แต่ที่แท้มีคลื่นใต้น้ำต่อต้านลึกๆมาตลอด สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งในตัวเอง(ทั้งจากเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐเอง) และก่อเป็นความวุ่นวายให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบใหม่ในที่สุด


The Giver (2014) อีกเรื่องที่ให้มุมมองสะท้อนนัยน่าสนใจมาก ระบบสังคมโลกอนาคต ผู้คนอยู่ในพื้นที่พิเศษเป็นเมืองๆหนึ่งอันทางการได้กำหนด-ตีกรอบระเบียบต่างๆไว้ให้อย่างเคร่งครัด แต่ก็เป็นเมืองที่ทุกอย่างดูจะดีพร้อม ปลอดภัย สงบสุขดี ... และจากเหตุปัญหาความแตกต่างขัดแย้งในอดีตของมนุษยชาติ ไม่ว่าจากสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ อันเป็นปัญหาคลาสสิคคู่โลกทุกยุคสมัย ทางการจึงตระหนักเป็นพิเศษและพยายามควบคุมสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการ ด้านหนึ่งจึง มีการการปรับแต่งพันธุกรรมให้ผู้คนมองเห็นเป็นขาวดำตั้งแต่เกิดซะเลย (แน่ล่ะว่างานนี้ี่พลเมืองเมืองทั้งหมดไม่มีใครรู้เบื้องหลัง) ... เมื่อทุกคนเห็นแต่เฉพาะสีขาวดำเหมือนๆกันหมด แถมใช้ชีวิตที่ดูจะสงบสุขดี จึงไม่มีใครคิดว่าจะมีอะไรผิดปกติหรือไม่น่าพิสมัยใดๆ ... แต่เมื่อบางคนที่ค่อนข้างพิเศษ(อย่างพระเอก)เกิดได้เห็นสีสันมากกว่าคนทั่วไป เขาได้เห็นโลกอีกแบบที่คนอื่นไม่เห็น ความเคลือบแคลง-คำถามมากมาย จึงย่อมบังเกิด



หากพิจารณาตามตัวอย่างภาพยนตร์ไซไฟเรื่องอื่นๆที่เคยมีมาข้างต้น ก็ย่อมเป็นการตอกย้ำว่า วิธีการจำกัด-การต้องห้ามอารมณ์ต่างๆทำนองหักดิบบังคับเคี่ยวเข็ญเกินไป ย่อมเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์หรือระดับผิดธรรมชาติ และจะให้ผลในระยะยาวไม่สู้ยั่งยืนนัก สะท้อนความจริงมุมหนึ่งว่า ยังไงเสียก็เลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์ จะต้องมีอารมณ์ต่างๆเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีตัวตน และด้านหนึ่งมันช่วยให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่รู้สึกย้อนแย้งเก็บกดจนก่อเกิดปัญหาข้างเคียงกระทบสังคม แต่มุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าในความเป็นจริง ภาวะผันผวนของอารมณ์ต่างๆหรือสัญชาตญาณสันดานดิบต่างๆย่อมมีโอกาสสร้างปัญหาได้ ถ้าหากมันอยู่ในภาวะเสียดุลยภาพมากไป หรือการที่แต่ละคนทำอะไรๆตามอารมณ์อย่างเสรีเกินขอบเขตไป ย่อมไม่ใช่วิถีทางที่ส่งผลดีต่อสังคมเช่นกัน ดังนั้นในเมื่อการจำกัดอารมณ์ก็ดูจะเป็นการบั้นทอนความเป็นธรรมชาติความเป็นมนุษย์ แต่การมีเสรีภาพตามใจสัญชาตญาณดิบเกินขอบเขตไป ก็อาจเกิดปัญหาไม่พึงประสงค์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม แล้วจะมีทางออก-วิถีทาง-ระเบียบปฏฺิบัติ อื่นใดบ้าง ต่อการควบคุมอารมณ์ ที่ไม่ได้ผิดธรรมชาติก่อเกิดขัดแย้งในตัวเอง ทั้งช่วยส่งเสริมให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมกันได้อย่างสันติยั่งยืน ... นับว่าเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ ที่ไม่ง่ายเลย! ... และคงเป็นประเด็นใหญ่มาก ที่ทุกๆฝ่ายในสังคม คงพยายามหาทางออกให้กับปัญหานี้กันอยู่

ส่วนภาพยนตร์ไซไฟแนวโรแมนติก อย่าง Equals (2016) ล่าสุด ที่ยกมาในที่นี้ ก็คาดว่านอกจากจะให้ความบันเทิงเชิงสื่อบันเทิงปกติแล้ว ก็น่าจะให้อีกมุมมองของประเด็น "อารมณ์/สัญชาตญาณตามธรรมชาติ" (โดยเฉพาะความรัก)กับความเป็นมนุษย์ ทั้งให้แง่มุมของจินตนาการถึงฉากหนึ่งของระบบสังคม-ความเป็นอยู่ของมนุษย์แห่งโลกอนาคต ทั้งผลกระทบเชิงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ต่อวิถีชีวิตผู้คน อันน่าจะช่วยกระตุ้นผู้ชมได้ฉุกคิดและพิจารณากันต่อไปว่า การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้นั้น ตัวแปรสำคัญในการมีความสมดุลย์ทางด้านอารมณ์(และด้านต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง) เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติได้นั้น ควรจะเป็นอย่างไรดี ?

- Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก (ฉาย 12 พฤษภาคม 2559 / ตอนนี้ไทยเรามีออกดีวีดีจำหน่ายแล้วเช่นกัน ) -


ปล. *ข้อมูลเสริมอื่นๆ + แชร์คุยกันที่ แฟนเพจ สนทนาไซ-ไฟ