คลังบทความไซ-ไฟ



คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



นิยาม-ขอบเขตของ "ไซ-ไฟ"

"Le Voyage dans la Lune" หรือ "A Trip to the Moon" (1902) หนังเงียบขาวดำฝรั่งเศส(ยุคต่อมาก็มีการทำเวอร์ชั่นย้อมสี) กำกับโดย Georges Méliès ... ได้ถือกันว่า เป็น หนังไซ-ไฟ เรื่องแรกของโลก ว่าด้วยมนุษยชาติไปดวงจันทร์! ออกฉายก่อนที่มนุษย์สามารถเหยียบพื้นดวงจันทร์ได้จริงๆ ถึง 67 ปี ( *หมายเหตุ... ยาน Luna 2 ยานของโซเวียต คือยาน(ไม่มีมนุษย์) หรือเป็นวัตถุสิ่งประดิษฐ์แรกจากโลกที่ไปถึงพื้นดวงจันทร์ เมื่อ 13 September 1959 , และสิบปีต่อมา Neil Armstrong ชาวอเมริกัน คือมนุษย์คนแรกที่เหยียบพื้นดวงจันทร์ ด้วยยาน Apollo 11 เมื่อวันที่ 21 July 1969)


:: เกริ่นนำ ทัศนะการนิยาม "ไซ-ไฟ" ของผู้ทรงคุณวุฒิ

"ไอแซก อาซิมอฟ" (Isaac Asimov) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้คำนิยามของนิยายไซ-ไฟไว้ว่า..."นิยายวิทยาศาสตร์ มีสามแบบคือ หนึ่งอะไรจะเกิดขึ้น...ถ้า... สองเพียงแต่....ถ้า และ สาม ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อๆไป"

"อาร์เธอ ซี คลาร์ก" (Arthur C. Clarke) บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ อีกท่านหนึ่ง ได้เคยให้นิยามไว้ "นิยายวิทยาศาสตร์ หมายถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในบริบทแห่งวัฒนธรรมของสังคมแห่งตนภายใต้อิทธิพลของพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี"

"โรเบิร์ต เอ ไฮน์ไลน์" (Robert A. Heinlein) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นลายครามของสหรัฐ ได้ให้คำนิยามของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยความรู้ของโลกปัจจุบันและอดีต และโดยอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติ และความสำคัญของระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการสรุปผล)"

"เฟรดเดอริก โพห์ล" (Frederik Pohl) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์นามกระเดื่องผู้หนึ่งได้ให้คำจำกัดความของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์เป็นนิยายที่ แสดงถึงผลที่ตามมา เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษา ผลกระทบจากการกระทำและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์"


ภาพยนตร์ไซ-ไฟ ยุคใหม่ต่อๆมา มากมายหลากหลายแนว ทั้งไอเดียสุดล้ำ และฉากตื่นตาตื่นใจ


“ไซ-ไฟ” หรือ บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ “Science fiction” หรือย่อๆ “Sci-Fi” นั่นเอง โดยภาพรวม ก็คือ เรื่องที่จินตนาการขึ้นมาไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบสื่อใดๆก็ตาม จะเป็น นวนิยาย ภาพยนตร์ การ์ตูน หรือสื่อบันเทิงอื่นๆ ฯลฯ โดยจะเน้นการนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ วิทยาการ หรือเทคโนโลยีก้าวล้ำ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต-สังคม หรือต่ออารยธรรม-โลก(ทั้งโลกนี้หรือดาวอื่น!)-หรือระดับจักรวาล! (แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันไซ-ไฟพัฒนาตัวเองไปไกล ขยายขอบเขตครอบคลุมกว้างมากๆๆๆ มันอาจไม่ใช่แค่เพียงการต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของการใช้วิทยาศาสตร์มาต่อยอดแต่งแรื่องเท่านั้น เพราะยังคลุมไอเดียลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจให้การรับรองด้วย หรือกระทั้งวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับใดๆก็ได้ อาทิ ไอเดีย ที่ว่า จักรวาลเกิดขึ้นเพราะสิ่งทรงภูมิพิเศษกำลังฝัน ก็ยังมี หรือพล็อตที่มีไอเดียว่า พระเจ้า คือ A.I. ก็เรียกไซ-ไฟได้เช่นกัน +_=) ... แต่หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่า สื่อบันเทิงนั้นๆ มีความเป็นไซ-ไฟ หรือไม่ ? โดยกว้างๆสังเขปแล้ว ถ้าหากมีส่วนผสมขององค์ประกอบเชิงวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี หรือสิ่งลี้ลับที่มนุษย์เชื่อหรือคิดคะเนว่าอาจมี ทุกรูปแบบ อย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 หัวข้อล่างนี้แล้ว(แม้น้อยนิดก็ตาม) ก็พอจะจัดได้เป็น ไซ-ไฟ (แต่จะเป็นไซ-ไฟเข้มข้น หรืออย่างอ่อนๆ ก็เป็นอีกกรณี)

1.วิทยาการ-เทคโนโลยีสุดล้ำ ได้แก่การมีสิ่งประดิษฐ์หรือ อุปกรณ์เทคโนโลยี-นวัตกรรมล้ำสมัย อาทิระบบคอมพิวเตอร์,หุ่นยนต์, อาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ หรือองค์ความรู้วิทยาการล้ำยุคอย่างนาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม การโคลนิ่ง ปัญญาประดิษฐ(A.I.) เป็นต้น
*Futuristic Innovation & Technology / Robot / Androids or Humanoid Robots / Artificial Intelligence / New Scientific Principles / Bioengineering / Nanotechnology / Futuristic Weapon

2.สิ่งมีชีวิตพิเศษ/เหนือธรรมดา อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดนอกโลก อาทิ มนุษย์ต่างดาวทรงภูมิปัญญา สัตว์ประหลาดต่างดาว หรือจะสิ่งมีชีวิตพิเศษที่เกิดขึ้นภายในโลกเอง ซึ่งมักเกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือการกลายพันธุ์วิวัฒนาการตามธรรมชาติ อันอาจมีพลังอิทธิฤทธิ์พิเศษ หรือแม้ทำนองเป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับมองไม่เห็นตัวตน แต่เป็นรูปแบบพลังงาน หรือวิญญาณ ไปจนถึงกรณีของ เทพ-พระเจ้า! ก็ได้
*Alien / Mutants / Genetic Engineering Technology / Paranormal Abilities (Mind control, Telepathy, Telekinesis, and Teleportation)

3.การเดินทางท่องอวกาศ-ท่องกาลเวลา(หรือท่องมิติอื่นๆ!) การเดินทางออกนอกโลกเพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง หรือการสำรวจอวกาศยังต่างดาวอื่นๆ แกแลคซีอืน จักรวาลอื่น ฯลฯ หรือการเดินทางข้ามกาลเวลาแบบ ย้อนอดีต ท่องอนาคต หรือกระทั้งไปมิติอื่นๆ มิติคู่ขนาน มิติที่สูงกว่า ฯลฯ
*Space Travel & Space Exploration / Time Travel-Faster Than Light Travel(FLT)-Time Machine / Multiverse-Parallel Universe-Higher Dimensions

4. ระบบสังคม-สิ่งแวดล้อมใหม่แห่งโลกอนาคต(หรือส่งผลย้อนอดีตก็ตาม) ผลกระทบจากวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีต่อวิถีผู้คนในสังคมหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเชิงกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งแวดล้อม/ภัยธรรมชาติ ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง หรือแม้แต่ประเด็นทางศาสนา-ลัทธิความเชื่อ ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นโลกใหม่อันศิวิไลซ์สวยงาม หรือ โลกหม่นหมอง สังคมอันเลวร้ายจากสงคราม โรคภัย ก็สุดแท้แต่
* Futuristic World / Futuristic Political or Social Systems( Utopia, Dystopia, Post-Scarcity, or Post-Apocalyptic Situation)


และถ้าหากจะแบ่งประเภทของไซ-ไฟต่างๆแล้ว ในเชิงวิชาการย่อมมีวิธีแบ่งกันได้หลากหลายหมวดหมู่ ก็แล้วแต่ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่ง แต่ในที่นี้จะสรุปแบบรวบรัดเข้าใจง่ายที่สุด ขอจัดเป็น 3 ประเภทกว้างๆ โดยพิจารณาจาก กรณีความเข้มข้นของการคำนึงหรือการอ้างอิงหลักความเป็นจริงเชิงวิทยาศาสตร์ ในเรื่องราวของสื่อไซ-ไฟนั้นๆมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้


1. Hard Sci-Fi หรือ ไซ-ไฟจริงจัง

เป็น Sci-Fi ที่มีองค์ประกอบรวมทั้งบรรยากาศต่างๆ ออกมาค่อนข้างสมจริงสมเหตุสมผล ให้ความสำคัญกับการอ้างอิงในหลักการหรือทฤษฎีเชิงวิทยาศาสตร์ตามความเป็นจริงค่อนข้างเคร่งครัดมากเป็นพิเศษ เทคโนโลยีหรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่ประกอบในเรื่องจึงน่าเชื่อถือ ทั้งมีแนวโน้มสามารถเป็นไปได้จริงสูง อาทิ เครื่องมือ อุปกรณ์ ยานอวกาศ ยานพาหนะต่างๆ ฯลฯ (แต่กระนั้นต้องไม่ลืมว่า สมจริงยังไงก็ยังเพียงเรื่องที่จินตนาการแต่งขึ้นอยู่นั่นเอง)Hard Sci-Fi โดยมากอาจไม่เน้นการบู๊แอคชั่นมากนัก มักจะออกแนวดราม่ามากกว่า ทั้งอาจไม่มีนวัตกรรมล้ำหลุดโลกรูปแบบแฟนตาซีตื่นตาตื่นใจ หรือกระทั่งอาจจะไม่มีการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาว สิ่งมีชีวิตสัตว์ประหลาดใดๆเลย แต่จะไปเน้นที่การนำเสนอแนวคิค การตั้งข้อสังเกต หรือการสะท้อนนัยยะหนักๆ อันเป็นการกระตุ้นความคิดให้ผู้เสพได้ไปจินตนาการต่อเอง ทั้งบางเรื่องอาจมีการนำเสนอที่ออกมาดูล้ำลึกจนเข้าใจยาก เลยเรียกอีกอย่างว่าเป็น “ไซ-ไฟ ปรัชญา” ตัวอย่างภาพยนตร์ไซ-ไฟ ที่นับว่าพอเป็น Hard Sci-Fi อาทิ Metropolis, 2001: A Space Odyssey, Apollo 18, Contact, Moon, Gravity เป็นต้น Hard Sci-Fi จึงอาจเป็นยาขมสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นที่ถูกอกถูกใจต่อกลุ่มคนรักแนวไซ-ไฟ จริงๆ


2. Soft Sci-Fi หรือ ไซ-ไฟกลางๆ กึ่งแฟนตาซี

ประเภทนี้จินตนาการอาจมีความเป็นไปได้จริงเชิงทฤษฎีวิทยาศาสตร์อยู่พอควร แต่ก็มีความเป็นแฟนตาซีมากขึ้นกว่า Hard Sci-Fi ไปอีกระดับSoft Sci-Fiจึงมีความยืดหยุ่นของบรรยากาศ เนื้อเรื่อง และตัวละคร สามารถใส่ลูกเล่นจินตนาการเพ้อฝันได้มากยิ่งขึ้นด้วย โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักความเป็นจริงอย่างเคร่งครัดเกินไป ตัวอย่างภาพยนตร์ อาทิ Star Gate, Star Trek, Blade Runner,Gattaca, Alien, The Matrix, Inception, Prometheus เป็นต้น ซึ่งมักจะต้องมีฉากแอคชั่น ผจญภัย หรือการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาว สิ่งมีชีวิตประหลาด กระทั้งเทคโนโลยีรูปแบบหลุดโลกประกอบด้วยบ้างในระดับหนึ่ง อันเป็นสีสันดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี จึงเป็นธรรมดาที่ Soft Sci-Fiค่อนข้างเป็นที่นิยมกว่า Hard Sci-Fi ด้วยมีความสนุกสนานมากกว่า และเข้าใจง่ายกว่านั่นเอง ทั้งบางเรื่องก็ยังคงมีแฝงความลุ่มลึก ให้แง่คิดหนักๆ มีความเป็น ไซ-ไฟปรัชญา อยู่บ้างด้วยเช่นกัน


3. Sci-Fi Fantasy หรือ ไซ-ไฟเพ้อฝันเต็มขั้น

ไซ-ไฟแฟนตาซี เป็นไซ-ไฟที่ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความถูกต้อง หรือต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้จริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์มากนัก หรือแทบไม่ต้องคำนึงถึงเลยก็ได้ เรียกว่ามโนกันไปได้เต็มที่ แต่กระนั้นถึงเรียกว่าเพ้อฝัน ในความเป็นไซ-ไฟ ก็ย่อมมีความสมเหตุสมผลในบริบทของเรื่องหรือกฏเกณฑ์ที่อุปโลกน์ขึ้นมาในท้องเรื่องอยู่นั่นเอง (ไม่งั้นก็จะหลุดไปเป็นเประเภทแฟนตาซี เชิงเทพนิยายเวนมนตร์คาถาไป) และก็ไม่ได้หมายความว่าแค่เพ้อฝัน มิอาจเป็นไปได้จริงเลยซะทีเดียว เพราะวิสัยทัศน์ไอเดียหลายๆอย่างในไซ-ไฟแฟนตาซี ก็แปลกใหม่ให้แรงบันดาลใจต่อวิทยาศาสตร์ ส่งผลเป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมในโลกความเป็นจริงในเวลาต่อมาได้มากมาย ไม่แพ้ Hard Sci-Fi หรือSoft Sci-Fi แต่ด้วยความเป็น ไซ-ไฟแฟนตาซี จึงไปเน้นที่การสร้างเรื่องให้สนุกสนานชวนติดตาม ตัวละครมีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งเน้นฉากบู๊แอคชั่นผจญภัยอลังการเป็นหลักมากกว่า โดยใช้องค์ประกอบ-บรรยากาศของความเป็นวิทยาศาสตร์เป็นเพียงส่วนส่งเสริม ให้มีความโดดเด่นน่าสนใจยิ่งขึ้นเท่านั้น ภาพยนตร์และสื่อบันเทิงไซ-ไฟส่วนใหญ่จึงมักเป็นประเภท Sci-Fi Fantasy ด้วยมีโอกาสประสบผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากกว่านั่นเอง อาทิ ภาพยนตร์ดังเป็นที่นิยมทั่วโลก Star Wars, Back to the future,Terminator, Pacific Rim, Godzilla หรือ ภาพยนตร์แนวซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men, Ironman,Batman,Superman, The Avengers ฯลฯ

*และแน่นอนว่าในโลกยุคใหม่ปัจจุบัน อันมักเรียกกันว่า ยุคโพสต์โมเดิร์น(Post-Modern) เป็นยุคแห่งความหลากหลาย ไซ-ไฟ สามารถจัดเป็นประเภทลูกผสม(Hybrid) ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Sci-fi Action, Sci-fi Thriller, Sci-fi Horror, Sci-fi Drama, Sci-fi Comedy ฯลฯ...สุดแท้แต่ผู้แต่งหรือผู้ชมจะตีความจัดให้เป็นประเภทไหน (*ในขณะเดียวกัน หนัง-นิยาย-บันเทิงคดีตระกูลอื่นๆ บางทีก็มีความเป็น ไซ-ไฟ เจือปนอยู่ด้วยบ้างเช่นกัน แต่อาจเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กๆน้อยๆ หรือมากพอสมควรก็แล้วแต่)


* เสริม: Sci-Fi = Science Fiction และคำ 'Fiction' = เรืองแต่ง รู้ๆกันอยู่แล้วว่า มันเป็นไอเดียแต่งขึ้น ต่างจาก Non-Fiction = เรื่องเคยเกิดขึ้นจริงๆ

แต่เรื่องแต่งก็ใช่ว่าไร้ที่มา-ไร้สาระ มันนับเป็นไอเดียสมมุติฐานขั้นเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์ได้เลยถึงจะแต่งขึ้นลอยๆก็ตาม และเผลอๆอาจเป็นจริงในอนาคต และสำหรับ ไซ-ไฟ ก็ไม่ถูกเรียกว่าเป็น พวกวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) ซะทีเดียว เนื่องด้วยกรณี pseudoscience เป็นการกล่าวอ้างเชิงความเชื่อที่กุขึ้นลอยๆ ทั้งมิได้ยึดแบบแผนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขาดการสนับสนุนด้วยหลักฐานใดๆ หรือขาดหลักความเป็นไปได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งไม่สามารถทำการตรวจสอบ แม้แต่ความสมเหตุสมผลเชิงไอเดียก็จัดว่าต่ำมาก (ต่ำกว่า Sci-Fi Fantasy เสียอีก) แต่กลับแสดงตนเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ

สรุปง่ายๆ กรณีนี้คือ Sci-Fi อาจเป็นเรื่องแต่งที่สมจริงมากแต่ก็รู้กันว่ามันแต่งขึ้นก็จบแค่นั้น ในขณะ pseudoscience คือเรื่องกุขึ้นทำนองเดียวกัน แต่ก็สร้างภาพว่าเป็นหลักวิทย์จริงจัง ถึงขั้นต่อยอดไปใช้เชิงปฏิบัติจริง มีสำนักงาน องค์กรสถาบันทางการ เข้าใกล้การเป็นลัทธิ-ความเชื่อ ไสยเวทย์!



ส่งท้าย: ย้อนกลับไปที่ ก็แล้ว ไซ-ไฟ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่แน่ ? ... คำตอบคือไม่มีใครรู้จริง

แต่ถ้าเชิงนักวิชาการ(แน่ล่ะว่าจะต้องอ้างฝั่งของฝรั่งเป็นหลัก) ก็อาจบอกว่า มันเริ่มจาก นวนิยายไซ-ไฟของ Jules Verne บ้าง , H. G. Wells บ้าง คนอื่นๆ ฯลฯ ทำนองนั้น ซึ่งก็ว่ากันไปตามหลักเชิงวิชาการอ้างอิงต่างๆ แต่ก็ถือว่าตัดตอนประวัติศาสตร์ไปเยอะพอควร *ความเห็นส่วนตัวขอมองว่า มันเริ่มเมื่อมนุษย์ชาติ เริ่มสงสัย+คิดแยกแยะ+จินตนาการ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เก่าแก่นับไม่ได้โน้นเลย (อาจจะตั้งแต่ยุคยังเป็นวานร!) ก็คือยากจะระบุว่า แรกสุดจริงๆนั้นเมื่อไหร่

แต่เมื่อมนุษย์แหงนดูอวกาศลี้ลับบนท้องฟ้า ทั้งสังเกตสงสัยสิ่งแวดล้อมรอบตัว ระบบต่างๆทั้งดีและร้ายในธรรมชาติ ฝนตก ฟ้าร้อง สัตว์ต่างๆ ฯลฯ จนกระทั้งความลี้ลับของที่มาตัวเอง! ฯลฯ และเมื่อ ไร้คำตอบ ก็หาทางออกด้วยการ จินตนาการ กันไปพลางๆก่อน นั้นแหละคือ จุดเริ่มของ ไซ-ไฟ ที่แท้จริง ? จะจินตนาการว่าอะไรก็ว่ากันไป

ดั้งนั้นตั้งแต่ ภาพวาดผนังถ้ำ-มาจนถึงอารยธรรมโบราณต่างๆ บันทึกเรื่องเล่า เป็นตำนาน(โดยเฉพาะตำนานในศาสนาตะวันออกตะวันตกทั้งหมด) อย่างตำนาน เทพ พระเจ้า การสร้างโลก การดับของโลก สวรรค์ นรก ชีวิตหลังความตาย สิ่งมีชีวิตลี้ลับ ภูติผี โลกอื่น การจินตนาการถึงสิ่งนอกโลก ฯลฯ จะเรียกว่าเหล่านี้จัดในข่ายไอเดียเชิง ไซ-ไฟ น่าจะได้แล้วทั้งสิ้น (เป็นไซ-ไฟของคนยุคดึกดำบรรพ์ ^^) นั้นคือทั้งหมดเป็นเพียงแค่ ไอเดียจินตนาการ ส่วนหนึ่งก็เป็นแค่ความสนุกบันเทิงสนองความสงสัย แต่กระนั้นจินตนาการบางส่วน ก็จะเป็นเชื้อสปาร์คจุดประกายเป็นฐานต่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์โดยตรงต่อไปได้บ้างเช่นกัน ... แต่กระนั้นบางส่วนเมื่อได้รับการเชื่อถือมากๆ มันอาจแปรสภาพ ไปเป็น ลัทธิ ศาสนา หรือศาสตร์ลี้บับอะไรก็ได้ ก็จะพ้นความเป็นไซ-ไฟไปแล้ว ซึ่งพึงตระหนักย้ำเสมอว่า ไซ-ไฟ มันไม่ใช่เรื่องจริง!แต่แรก แต่เป็นแค่ไอเดีย จินตนาการ หรือเรื่องแต่งสมมติฐาน หรือแค่การเก็งคาดเดาความจริง (ส่วนการค้นความจริงระดับลงลึก ก็เป็นเรื่องของการพิสูจน์ หลักฐานสนับสนุน เชิงวิทยาศาสตร์ต่อๆไป) ... ดังนั้น บางที ไอเดียบรรเจิด ก็เป็นเส้นบางๆ และดาบสองคม ได้เช่นกัน ระหว่าง คิดมากจนเชื่องมงาย กับ การยอมรับว่าแค่จินตนาการ